เมื่ออำนาจเก่าถูก “เด็ก” เคาะกะบาล และสังคมไทยกำลังยืนอยู่ตรงทางแยกยอมรับตรง ๆ ว่าในตอนแรก ผมไม่ได้รู้สึก “สะใจ” อะไรนัก อาจเพราะแก่แล้วหรืออาจเพราะเห็นการเมืองไทยมามากพอจะรู้ว่า ความสะใจมักอยู่ได้ไม่นานแต่ความเสียหาย…อยู่ยาว
ทว่าเมื่อมองภาพรวมให้ลึกลงไปความรู้สึกหงุดหงิด อึดอัด ที่สะสมมานานหลายปีมันก็เริ่มระเบิดออกมาเป็นความรู้สึกบางอย่าง ที่ใกล้เคียงกับคำว่า “สะใจ” เข้าไปทุกทีเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาสิ่งที่เรียกว่า อำนาจเก่ารัฐบาลแก่ กลไกรัฐแบบเดิมล้วนแสดงให้เห็นชัดว่าพวกเขา “รักษาผลประโยชน์กันเก่ง”แต่ “จัดการปัญหาประเทศชาติ” ไม่เก่งเอาเสียเลย
คดีใหญ่ระดับชาติไม่ว่าจะเป็นตึก สตง., ปลาหมอคางดำ, แก๊งสแกมเมอร์, การพนันออนไลน์ หรืออีกสารพัดเรื่องที่กัดกินประเทศ ไม่มีเรื่องไหนจัดการได้แบบถึงรากถึงโคน มันเหมือนระบบที่รู้จักปกป้องกันเอง แต่ไม่รู้จักปกป้องประชาชนและแล้วการเลือกตั้งครั้งนี้ก็มาถึง
ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ต่างจาก“เด็ก” รุ่นใหม่เดินเข้ามาเคาะกะบาลผู้ใหญ่ที่นั่งทับอำนาจกันมานานจนหน้าแตกกลางเวที ผลการเลือกตั้งอาจยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายแต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนคือประชาชนจำนวนไม่น้อยกำลังบอกว่า“ไม่เอาพวกมึงแล้ว” ไม่ใช่เพราะหลงใหลเด็กไม่ใช่เพราะเกลียดผู้ใหญ่ แต่เพราะพวกเขา ตาสว่างเห็นใส้พุง เห็นกลไก เห็นพฤติกรรมที่ซ่อนอยู่ใต้คำว่าประสบการณ์และความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม…ขอเบรกอารมณ์สะใจไว้แค่นั้นก่อนเพราะเกมนี้ยังไม่จบยังไม่ควรสรุปและยังไม่ควรยกถ้วยให้ใครทั้งสิ้น คำถามใหญ่กว่าชัยชนะคือถ้า “ส้ม” ชนะขาดจริง จะบริหารประเทศได้สำเร็จหรือไม่?
คำตอบคือยังไม่มีใครรู้ประชาชนจำนวนมากทาประชาชนรากหญ้าได้แต่มองตาปริบ ๆ อยากเห็นการลองของอยากให้ลองบริหารประเทศจริง ๆ สักทีทั้งหวัง ทั้งกลัวกลัวพังกลัวซ้ำรอยแต่ก็รู้ว่า…ถ้าไม่ลองประเทศนี้ก็จะวนอยู่ที่เดิม
ส่วนพวกที่กินบ้านกินเมืองกินจนพุงกางกินกันมาหลายชั่วอายุคนพูดตรง ๆ คือเข็ดแล้วไม่ใช่เพราะโกรธแต่เพราะเหนื่อยและเพราะประเทศนี้ไม่มีเวลาเหลือให้ทดลองกับความล้มเหลวแบบเดิม ๆ อีกแล้ว การเมืองรอบนี้จึงไม่ใช่เรื่องสะใจหรือไม่สะใจแต่มันคือเสียงเตือนดัง ๆ จากประชาชนที่บอกว่าถ้าพวกคุณไม่เปลี่ยนเราจะเปลี่ยนพวกคุณเอง

