ลุ้นระทึก..!!! มติ ป.ป.ช. กับคำถามที่สังคมยังไม่ได้คำตอบแบบชัดๆ คลุมเครือ อ้างกฎข้อกฎหมายที่มีนัยยะหรือไม่..??

177

ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ ได้นัดประชุมเพื่อพิจารณาลงมติชี้มูลความผิดทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล จำนวน 44 ราย

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการที่ ส.ส. ทั้ง 44 ราย ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่ง ป.ป.ช. อยู่ระหว่างพิจารณาว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ

การประชุม ป.ป.ช. ครั้งนี้ถือเป็นวาระสำคัญ เนื่องจากเป็นการพิจารณาขั้นชี้มูล ซึ่งหากคณะกรรมการมีมติว่ามีความผิด จะส่งผลให้คดีถูกส่งต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อพิจารณาบทลงโทษตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปนั้น

การนัดประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ เพื่อลงมติชี้มูลความผิดอดีต ส.ส. 44 ราย จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อาจถูกอธิบายได้ในทาง “ขั้นตอนทางกฎหมาย” แต่ยากจะอธิบายให้สิ้นข้อกังขาในทาง “สามัญสำนึกของสังคม”

คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า 44 รายนี้ผิดหรือไม่ผิด แต่คือ ถูกสังคมตั้งคำถามว่า เหตุใด ป.ป.ช. จึงเลือกขยับหมากในห้วงเวลานี้อย่างเหมาะเจาะ

ในสายตาประชาชน การเสนอแก้ไขกฎหมายโดยผ่านกลไกรัฐสภา คือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย เป็นสิทธิหน้าที่ของผู้แทน ไม่ใช่อาชญากรรม ไม่ใช่การล้มล้าง และไม่ควรถูกยกระดับเป็น “ความผิดจริยธรรมร้ายแรง” โดยอัตโนมัติ หากปราศจากพฤติการณ์อื่นประกอบ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ป.ป.ช. กำลังเดินเกมแบบ “ตีความกว้าง” จนเส้นแบ่งระหว่างการใช้อำนาจตรวจสอบ กับการใช้อำนาจกดทับทางการเมือง เริ่มพร่าเลือน

ยิ่งเมื่อพิจารณาลำดับเหตุการณ์ย้อนหลัง ตั้งแต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ การยุบพรรค การตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค และวันนี้—การชี้มูลความผิดรายบุคคลของอดีต ส.ส. —ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะคือ กลไกรัฐกำลังทำงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างน่าประหลาด​ไม่ใช่ทุกการกระทำขององค์กรอิสระจะผิด แต่ทุกการกระทำต้องอธิบายได้ และทนต่อการตรวจสอบของสังคม

คำถามที่ ป.ป.ช. ยังไม่ตอบให้ชัด คือเหตุใดการใช้สิทธิเสนอแก้กฎหมายจึงกลายเป็นความผิดจริยธรรมร้ายแรง เหตุใดคดีลักษณะเดียวกันในอดีตจึงไม่เคยถูกขยายผลเช่นนี้ และเหตุใด “มาตรฐานเดียวกัน” จึงดูเหมือนถูกใช้กับนักการเมืองบางฝ่ายเท่านั้น

หาก ป.ป.ช. เชื่อมั่นว่ากำลังทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ก็ยิ่งควรเปิดพื้นที่ให้สังคมตั้งคำถาม มากกว่าปิดประตูด้วยถ้อยคำทางกฎหมายที่ซับซ้อน

เพราะในระบอบประชาธิปไตยความยุติธรรม ไม่ได้วัดจากคำพิพากษาเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความรู้สึกของประชาชนว่าระบบยังยืนอยู่ข้างพวกเขาหรือไม่ และวันนี้ คำถามนั้นกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ ดังกว่าที่ ป.ป.ช. จะทำเป็นไม่ได้ยินได้อีกต่อไป เป็นคำถามที่ประชาชนในประเทศต้องการคำตอบที่ชัดเจน