
ในยุคที่เทคโนโลยีและระบบดิจิทัลถูกอาชญากรข้ามชาตินำมาใช้เป็นเครื่องมือจนสร้างความเสียหายไร้พรมแดน ทั้งภัยไซเบอร์ การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ในงานประชุม “26th FBI NAA Asia Pacific Chapter Retraining Conference” ภายใต้แนวคิด “United in Action: Combating Transnational Organized Crime in the Digital Age” เวทีระดับโลกที่รวบรวมผู้นำหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วภูมิภาคมาหารือกลยุทธ์ร่วมกัน การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ไม่เพียงตอกย้ำศักยภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในเวทีสากล แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการปักหมุดสร้างเครือข่ายความมั่นคงที่เขแข็ง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างยั่งยืน

เป้าหมายหลักของการรวมตัวครั้งนี้ มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อให้เท่าทันแนวโน้มอาชญากรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะปัญหาสแกมเซ็นเตอร์และการฉ้อโกงออนไลน์ที่กำลังคุกคามผู้คนทั่วโลก ซึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จที่เด่นชัดคือ การวางแผนปฏิบัติการร่วมกันและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพสูง
ปัจจุบันความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ต่างอยู่ในระดับที่เข้มแข็งอย่างยิ่ง ยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระหว่างรัฐต่อรัฐ แต่ไทยยังจับมือกับภาคเอกชนและเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Meta ในการวิเคราะห์ข้อมูลและตรวจสอบหลักฐานแบบเรียลไทม์ (Real-time) จนสามารถสนับสนุนปฏิบัติการกวาดล้างทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน ยืนยันข้อมูล ดำเนินการจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว และตรวจยึดอุปกรณ์เทคโนโลยีได้เป็นจำนวนมาก ความสำเร็จอันเป็นรูปธรรมนี้ส่งผลให้ไทยได้รับการยอมรับในเวทีสากลว่าเป็นหนึ่งในแกนนำหลักที่ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานี้ในภูมิภาค

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ในฐานะหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์การจัดประชุมฯ กล่าวถึงภาพสะท้อนของภัยคุกคามว่า รูปแบบอาชญากรรมได้เปลี่ยนไปเป็นลักษณะองค์กรไร้พรมแดน และขยายตัวจนกลายเป็นระดับอุตสาหกรรม หลักๆ ที่พบและส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงคือ ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ หรือศูนย์หลอกลวงข้ามชาติ (Scam Centers) ที่มีโครงสร้างการบริหารงานไม่ต่างจากบริษัทขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีภัยไซเบอร์ระดับสูงอย่าง มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ที่มุ่งเป้าโจมตีระบบสำคัญของประเทศ รวมถึงการนำเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง AI มาใช้ทำ Deepfake ปลอมหน้าปลอมเสียงเพื่อหลอกโอนเงิน ตลอดจนภัยรูปแบบใหม่อย่างการใช้ ‘โดรน’ สอดแนมและลักลอบขนสิ่งของผิดกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้คือโจทย์หินที่เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญ
พล.ต.ท.อาชยน กล่าวอีกว่า ปัญหาร่วมที่ทุกประเทศรวมถึง FBI ให้ความสำคัญและหยิบยกมาหารือกันมากที่สุดคือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพราะมันคือวิกฤตซ้อนวิกฤต ในด้านหนึ่งคือการปล้นทรัพย์สินทางเศรษฐกิจของประชาชน แต่อีกด้านหนึ่งคือปัญหาด้านมนุษยธรรมที่มีการหลอกลวงคนไปกักขังและบังคับใช้แรงงาน ปัจจุบันอาชญากรใช้เวลาล่อลวงผู้เสียหายนานขึ้น เช่น ขบวนการหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน (Romance Scam) ที่ใช้เวลาคุยนานถึง 3-6 เดือนเพื่อให้เหยื่อตายใจ ก่อนจะล่อลวงให้ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นกระบวนการที่แยบยลและสร้างความเสียหายรุนแรงมาก
“สถานการณ์ของประเทศไทยถือว่าอยู่ในจุดที่วิกฤตและเป็นพื้นที่ด่านหน้า (Frontline) ของภูมิภาคอย่างแท้จริง เนื่องจากไทยและประเทศเพื่อนบ้านถูกใช้เป็นฐานยุทธศาสตร์ของเครือข่ายเหล่านี้ สถิติตัวเลขในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีคดีเกิดขึ้นสูงกว่า 1.3 ล้านคดี สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเกือบแสนล้านบาท แต่สิ่งที่น่ากังวลและเจ็บปวดที่สุดคือผลกระทบที่ตามมา มีคนไทยมากกว่า 600 รายที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินที่สะสมมาทั้งชีวิตจนหาทางออกไม่ได้และเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองลง สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนว่านี่ไม่ใช่แค่คดีฉ้อโกงทั่วไป แต่มันคือภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน”
พล.ต.ท.อาชยน กล่าวถึงเหรียญสองด้านของ AI ว่า เทคโนโลยีนี้กลายเป็นตัวเร่งให้คนร้ายทำงานง่ายและเนียนขึ้นมาก โดยเฉพาะการใช้ Deepfake ปลอมหน้าปลอมเสียงเป็นคนรู้จักหรือเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อหลอกโอนเงิน นัยสำคัญที่อยากเตือนประชาชนคือ ‘ต่อจากนี้ สิ่งที่เห็นด้วยตาหรือได้ยินด้วยหู อาจเชื่อไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์’ ต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนโอนเสมอ แต่อีกด้านหนึ่ง ตำรวจเองก็ใช้อาวุธนี้สู้กลับ โดยนำ AI มาช่วยวิเคราะห์เส้นทางการเงินและแกะรอยข้อมูลมหาศาลเพื่อตามจับคนร้ายให้ทันเกม

ยุทธศาสตร์เชิงรุก 3 ด้านเพื่อพลิกเกมกลับมาเป็นผู้ชนะ ประกอบด้วย 1.พุ่งเป้าทลายระดับสั่งการและท่อน้ำเลี้ยง (Middle-Out Approach): ไม่หยุดแค่การจับกุมบัญชีม้าหรือพนักงานระดับล่าง แต่จะขยายผลไปให้ถึงตัวการใหญ่ที่ควบคุมเครือข่าย 2.ยกระดับการทำงานร่วมกับสากล: แท็กทีมกับ FBI ตำรวจสากล และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอย่าง Meta เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและยับยั้งสกัดกั้นการหลอกลวงแบบเรียลไทม์ 3.แยกเหยื่อออกจากคนร้าย: ในการบุกทลายแต่ละครั้ง มีขั้นตอนมาตรฐานในการคัดกรองเพื่อแยก ‘เหยื่อค้ามนุษย์’ ออกจาก ‘ผู้กระทำผิด’ อย่างชัดเจน เพื่อช่วยเหลือเหยื่อตามหลักสิทธิมนุษยชน
สำหรับทิศทางของภัยคุกคามในอนาคต อาชญากรจะเริ่ม ‘กระจายตัว’ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ จากเดิมที่เคยตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติการในตึกขนาดใหญ่ จะแยกตัวไปเช่าอาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก หรือแทรกซึมเข้าสู่แหล่งชุมชนทั่วไป ซึ่งจะทำให้การสืบสวนและเข้ากวาดล้างทำได้ยากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการนำระบบอัตโนมัติ (Autonomous) ที่ซับซ้อนเข้ามาใช้ พร้อมอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายระหว่างประเทศในการโยกย้ายเงินดิจิทัลอย่างรวดเร็ว หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกจึงจำเป็นต้องประสานความร่วมมือและแชร์ข้อมูลกันให้เร็วกว่าเดิม
การสู้กับโจรไฮเทคไม่สามารถทำได้ลำพัง หัวใจสำคัญคือ ‘ความไว้ใจและความร่วมมือข้ามพรมแดน’ ระหว่างตำรวจแต่ละประเทศที่ต้องต่อสายตรงถึงกันได้ทันที และในยามวิกฤตผู้นำต้องกล้าตัดสินใจเพื่อระงับเหตุให้เร็วที่สุด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘เกราะป้องกันจากสติและความตระหนักรู้ของประชาชน’ ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติและพันธมิตรยืนยันว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ทำทุกวิถีทางเพื่อกวาดล้างขบวนการเหล่านี้ และคืนความปลอดภัยให้สังคมไทย

ความท้าทายสำคัญหลังจากนี้ คือข้อจำกัดเรื่องความต่างทางกฎหมายของแต่ละประเทศที่ทำให้การแชร์ข้อมูลและรวบรวมหลักฐานข้ามพรมแดนล่าช้า ประกอบกับมีข้อมูลดิจิทัลมหาศาลที่ต้องวิเคราะห์เพื่อลากตัวการใหญ่มาลงโทษ อย่างไรก็ตาม บทเรียนที่ผ่านมาทำให้เห็นชัดเจนว่า การบังคับใช้กฎหมายในอนาคตต้องมุ่งเน้น ‘การลดช่องว่างและทลายกำแพงการประสานงาน’ ทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมแชร์ข้อมูลและเทคโนโลยีร่วมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งนี่จะเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน โดยการประชุม FBI NAA Asia Pacific Chapter Retraining Conference ครั้งถัดไป ประเทศฟิลิปปินส์จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการเสริมสร้างความมั่นคงของภูมิภาคให้มีความต่อเนื่องและเข้มแข็งยิ่งขึ้น

