หน้าแรกบทความลุยสวนลิ้นจี่พันปี! หนานหนิงโชว์เกษตรอัจฉริยะกลางสวนประวัติศาสตร์อายุ 800 ปี

ลุยสวนลิ้นจี่พันปี! หนานหนิงโชว์เกษตรอัจฉริยะกลางสวนประวัติศาสตร์อายุ 800 ปี

ผลไม้เมืองร้อนที่ได้รับความนิยมสูงในจีน คงจะไม่พ้น “ลิ้นจี่” สายพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ปลูกจากสวนในพื้นที่ทางใต้ของจีน มณฑลกวางตุ้งและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ที่มีความโดดเด่นคือ มีรสชาติ หวาน กรอบ และมีเนื้อหนา

ที่สวนสาธิตการเกษตรสมัยใหม่ลินชาง (Lincang) เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน มีสวนจิ้นจี่ขนาดกว่าร้อยไร ในจำนวนนี้ มีต้นลิ้นจี่ที่เก่าแก่ 800 ปี และมีการรักษาคุณภาพสายพันธุ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ภายในพื้นที่เพาะปลูกลิ้นจี่ของลินชาง ยังมีการใช้เทคโนโลยีและแนวทางการจัดการสวนในเชิงสมัยใหม่ โดยมีการพัฒนาระบบอัจฉริยะสำหรับการปลูกและการเพาะปลูกลิ้นจี่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการผลผลิตและการดูแลสวนอย่างเป็นระบบ

นายหยาง เจี๋ย รองผู้อำนวยการสำนักงานเกษตรและกิจการชนบทอำเภอหลิงซาน เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ระบุว่า แหล่งผลิตลิ้นจี่ของลินชางมีลักษณะโดดเด่น ทั้งในด้านความหลากหลายของสายพันธุ์ คุณภาพของผลผลิต และประวัติการเพาะปลูกที่ยาวนาน ทำให้ลิ้นจี่จากพื้นที่แห่งนี้ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพ และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสินค้าทางการเกษตรที่มีศักยภาพในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก

นอกจากนี้ แหล่งสาธิตการปลูกลิ้นจี่ในพื้นที่ยังได้รับการรับรองจากเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงในเดือนเมษายนปี 2021 ให้เป็นแหล่งอนุรักษ์และรวบรวมทรัพยากรพันธุกรรมลิ้นจี่ระดับมณฑล และยังถือเป็นแหล่งรวบรวมทรัพยากรพันธุกรรมลิ้นจี่ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศจีน

ภายในพื้นที่ดังกล่าวยังถูกพัฒนาให้เป็น “สวนสาธิตและสวนทดลองทางวิชาการ” โดยเปิดให้ผู้เข้าชมจากภายนอกสามารถเข้ามาศึกษา เรียนรู้ และชิมลิ้นจี่หลากหลายสายพันธุ์ของพื้นที่ได้ แม้ว่าผลผลิตส่วนใหญ่จะไม่ได้ถูกนำไปจำหน่ายเชิงพาณิชย์ หรือไม่ได้มีการจำหน่ายออกสู่ภายนอกโดยตรง

สำหรับระบบการผลิตในสวน พบว่าปี 2025 ถือเป็น “ปีผลผลิตดี” หรือปีที่ให้ผลผลิตจำนวนมาก โดยสวนแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 202 หมู่ (ประมาณ 100 ไร่) และเป็นฟาร์มของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเกษตรและชนบท (Agriculture and Rural Affairs Bureau) ของพื้นที่

ลักษณะของผลผลิตลิ้นจี่ในพื้นที่มีความผันผวนตามธรรมชาติ โดยปริมาณผลผลิตในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของระบบการเกษตรในพื้นที่

ในด้านฤดูกาล ลิ้นจี่จะออกผลในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกรกฎาคม โดยสามารถแบ่งช่วงการสุกออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะต้น ระยะกลาง และระยะปลาย ปัจจุบันอยู่ในช่วงระยะสุกปลายของต้นลิ้นจี่ และในแต่ละช่วงจะมีสายพันธุ์ลิ้นจี่ที่สุกแตกต่างกันออกไป ทำให้ปริมาณผลผลิตไม่คงที่มากนัก

สายพันธุ์ที่สวนปลูกในตลาดปัจจุบัน ได้แก่ กุ้ยเว่ย (桂味)” ( สายพันธุ์นี้อายุยืนนับพันปี ) ลิ้นจี่ไร้เมล็ด (Wuheli / 无核荔枝) และ “เซียนจินเฟิง (Xianjinfeng)” ซึ่งถือเป็นสายพันธุ์หลักที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วไป

ลิ้นจี่ไร้เมล็ด (无核荔枝) มีลักษณะเด่นตามชื่อ คือไม่มีเมล็ด หรือมีเมล็ดขนาดเล็กมาก และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมสามารถลงไปสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่ปลูกได้โดยตรง

ในด้านเทคโนโลยีการเพาะปลูก พื้นที่ได้มีการพัฒนา “เทคโนโลยีแสงอัจฉริยะ” โดยใช้แสงเพื่อจำลองสภาพแวดล้อมในเวลากลางวัน ร่วมกับหุ่นยนต์อัจฉริยะ เพื่อควบคุมและจัดการพฤติกรรมของแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะการรบกวนพฤติกรรมการหาอาหาร การผสมพันธุ์ และการวางไข่ เพื่อช่วยลดความหนาแน่นของประชากรแมลง

เทคโนโลยีดังกล่าวอาศัยพฤติกรรมการออกหากินในเวลากลางคืนของแมลงศัตรูพืช โดยใช้แหล่งกำเนิดแสงแบบกำหนดเป้าหมายเพื่อรบกวนพฤติกรรมตามธรรมชาติ ส่งผลให้สามารถลดการระบาดของแมลงได้โดยไม่พึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก

ผลผลิตจากพื้นที่ดังกล่าวยังถูกระบุว่ามีสารตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชในระดับต่ำมาก หรือแทบไม่พบสารตกค้าง เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีควบคุมศัตรูพืชแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ลิ้นจี่ที่ปลูกในพื้นที่ยังมีจุดเด่นด้านคุณภาพ โดยเฉพาะพันธุ์ “กุ้ยเว่ย (桂味)” ซึ่งมีเนื้อกรอบ ฉ่ำน้ำ และมีกลิ่นหอมอ่อนคล้ายดอกหอมหมื่นลี้ (桂花) จึงเป็นที่มาของชื่อสายพันธุ์ดังกล่าว

ในพื้นที่ยังมีการกล่าวถึงต้นลิ้นจี่โบราณที่มีอายุมากที่สุดในโลกจำนวน 2 ต้น ซึ่งได้รับการตรวจสอบอายุโดยผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องแล้ว ยืนยันความเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ปลูกแห่งนี้ที่อายุกว่า 800 ปี

เพื่อเตรียมโอกาสสำคัญที่จะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ รวมถึงอุตสาหกรรมลิ้นจี่ในระดับท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมีการระบุว่าลิ้นจี่เคยมีการส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย แต่ในปีนี้ยังไม่มีการส่งออก เนื่องจากภาคการเกษตรมีลักษณะผลผลิตแบบ “สลับปี” หรือปีผลผลิตมากและปีผลผลิตน้อย โดยปีนี้ถือเป็นปีผลผลิตต่ำ

สำหรับปริมาณผลผลิตในแต่ละช่วงเวลา ยังมีความผันผวนตามธรรมชาติ ทั้งในระดับรายวันและรายสัปดาห์ ซึ่งเป็นลักษณะปกติของระบบเกษตรกรรมในพื้นที่

ในด้านพื้นที่สวน ลิ้นจี่ลินชางมีการปลูกมายาวนาน มีความหลากหลายของสายพันธุ์ และมีคุณภาพสูง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถใช้เป็นฐานการส่งออกไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก โดยการจัดงานในเดือนกันยายนนี้ถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของลิ้นจี่ลินชางต่อสายตานานาชาติ

ในด้านการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว (post-harvest management) ทางโครงการยังได้พัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาความสดสำหรับลิ้นจี่เพื่อรองรับการส่งออกในระยะไกล โดยใช้ระบบควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และสภาพแวดล้อมแบบเฉพาะทางร่วมกับบรรจุภัณฑ์แบบควบคุมบรรยากาศ (controlled atmosphere packaging) เพื่อชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพของผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้สามารถคงคุณภาพ ความสด และรสชาติของลิ้นจี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเทศจีนใช้เวลา 6 ปี ในการพัฒนากระบวนการรักษาสภาพความสด

ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว ทำให้สามารถยืดอายุการเก็บรักษาลิ้นจี่เพื่อการขนส่งและส่งออกได้ยาวนานสูงสุดประมาณ 20 วัน ซึ่งถือเป็นการยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของผลไม้สดอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยเปิดโอกาสให้ลิ้นจี่จากพื้นที่สามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ไกลขึ้น ลดข้อจำกัดด้านระยะเวลา และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดผลไม้สดระดับโลก

มณีนาถ อ่อนพรรณา / ภาพ-ข่าว

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img