ประชาชน ได้อะไรจากการ ‘เล่นเก้าอี้ดนตรี’ ปรับ ครม. ?

กระแสข่าว การปรับคณะรัฐมนตรี แต่ละทีแต่ละหน คนที่ดูจะชอบใจและยิ้มได้กว้างที่สุด คงหนีไม่พ้น “คนที่ได้ตำแหน่ง” หรือมีโอกาสขยับสไลด์ไปนั่งกระทรวงที่มีการแบ่งเกรด อาจเป็นเกียรติประวัติชีวิต ไม่ก็ไว้โชว์ผลงานเพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า หรือว่าอาจจะมีสารพัดโครงการที่รออยู่ในมือ

คำถามสำคัญที่สุดที่ประชาชนควรโฟกัสคือ “พวกเรา” ในฐานะ “ประชาชน” ได้อะไรจากการ “เล่นเก้าอี้ดนตรี” ของคนมีอำนาจ เว้นแต่ถ้าหากมีได้คนที่มีความรู้ความเข้าใจ และกล้าตัดสินใจ โดยได้คิดคำนึงถึงประชาชนก่อนเป็นอันดับแรก แต่นั่นคงเป็นได้แค่ “ความฝัน”

คำถามสำคัญอีกประการคือ การเมืองที่จัดสรรอำนาจ เพื่อเสถียรภาพของรัฐบาล แลกมากับการ “เปลี่ยนหัวเจ้ากระทรวง” นั่นหมายถึงมีโอกาสที่จะเปลี่ยนนโยบายแล้วคนใหม่มาก็ต้องเริ่มกันใหม่อีกหรือไม่ ? เป็นสิ่งที่ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจควรช่วยกันส่งเสียงดัง ๆ

กระทรวงที่เห็นได้ชัดที่สุด และสำคัญกับอนาคตของชาติบ้านเมืองมากที่สุด คือ “กระทรวงศึกษาธิการ” ที่ผ่านมามี “ปัญหาใต้พรม” ที่ไม่ต้องพูด “เรื่องส่อทุจริต” หรือ “เอาบุคคลใกล้ชิด” มาคุมบังเหียนหน่วยงานสำคัญๆ แต่สิ่งที่ฝังรากลึกมากกว่านั้นคือ “เยาวชน” ที่เขาทนไม่ไหวกับ “ระบบอุปถัมภ์” และ ตั้งคำถามถึงระบบอำนาจนิยมในโรงเรียน ไปจนถึงการสอบที่มากมาย ระบบที่ไม่มั่นคงเปลี่ยนตลอด จนมาถึงปัญหาเครื่องแต่งกาย สิ่งเหล่านี้มีมาอย่างยาวนาน และรอว่าสักวัน “เจ้ากระทรวง” จะแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ หรือ ฝันร้าย คือการแก้ด้วยการเอาใจใคร 

ดังนั้น การตั้งคนมาดูแลและกำกับกระทรวงนี้ ที่มีความสำคัญต่ออนาคตชาติ จึงต้องการคนที่มีวิสัยทัศน์ เข้าใจปัญหา มาด้วยคุณสมบัติที่พร้อมมากกว่า การตอบแทนจากผู้มีอำนาจ มองไปที่งบของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระทรวงที่ได้งบประมาณสูงที่สุด มาตลอดทุกปี ล่าสุดปีงบประมาณ 2564 ได้งบไป จำนวน 358,361 ล้านบาท แม้จะถูกตัดลบงบประมาณไปบ้างจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 แต่ก็ยังคงสูงที่สุดอยู่

ขณะเดียวกันข่าวหนึ่งของกระทรวงสำคัญนี้ ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นานนี้ก่อนรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง จะต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำและทำให้คุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงไป คือ การที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการของการปรับค่าอาหารกลางวันของนักเรียนโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพิ่มอีกร้อยละ 5 เป็นอัตราละ 21 บาท/คน/วัน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 (จากเดิม 20 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท)

สำหรับโครงการดังกล่าว มีจำนวนโรงเรียน 49,861 โรง  และจำนวนนักเรียน 5,894,420 คน งบประมาณทั้งสิ้น 25,436,304,000 ล้านบาท การปรับนี้ผู้ที่เกี่ยวอธิบายว่าเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่าย และค่าวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่มีราคาสูงขึ้น และคำนึงถึงปริมาณและคุณค่าทางโภชนาการในการประกอบอาหารกลางวันให้แก่นักเรียน

แต่จังหวะนรกก็เกิดขึ้น เสมือนอยู่ในโลกคู่ขนาน คือ ข่าวการเบิกจ่ายค่าอาหารเลี้ยงรับรองสมาชิกวุฒิสภาในการประชุมวุฒิสภา” ระบุว่า สมัยประชุมที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564) มีประชุมรวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง ค่าใช้จ่ายอาหารเป็นเงิน 4,535,083.00 บาท หรือคิดเป็น 630 บาท/คน/วัน โดยทางสำนักงานนเลขาธิการวุฒิสภาได้ออกเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มา ว่าได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่องการใช้จ่ายเงินงบประมาณเกี่ยวกับการจัดเลี้ยงประชุมให้เป็นไปด้วยความจำเป็น เหมาะสม และประหยัด

หากมองเชิงการเมืองหน่อยๆ จะเห็นว่าภาพเปรียบเทียบเกิดขึ้นทันที ในขณะที่นักเรียนได้ค่าอาหารเพิ่มขึ้นวันละ 1 บาท เป็น 21 บาทซึ่งคนทั่วๆ ไปก็สงสัยว่า จะสามารถได้รับคุณภาพมากแค่ไหน ? จนมาถึงข่าวการที่ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้ง ได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงอาหาร 630 บาทต่อวัน ยังไม่รวมเงินเดือนเป็นแสน เบี้ยประชุม และการแต่งตั้งผู้ช่วย คณะทำงานอันมาจากภาษีปีละอีกหลายพันล้าน โดยที่ไม่ได้มีส่วนยึดโยงกับประชาชน ยิ่งทำให้คน “มีความรู้สึกมากขึ้น” และเชื่อมโยงว่า ส.ว. นี้ก็มีที่มาจากผู้มีอำนาจ

ฉะนั้น การปรับ ครม. ภายใต้การตัดสินใจของผู้มีอำนาจเดียวกับที่ตั้ง ส.ว. แม้ว่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาใต้พรมได้ทั้งหมด แต่คนที่จะขึ้นมาเข้ามา ควรไม่ทำให้ประชาชน “ต้องมีความรู้สึกที่ไม่ดีมากขึ้นไปอีก” ยิ่งเยาวชนในยุคนี้มีคำถามมากมาย แถมยังเป็นวัยที่กล้าคิด กล้าแสดงออก การจะตั้งใครมาตอบแทนใคร จึงคำนึงถึงปัจจัย และหัวใจของเด็ก ที่จะต้องไม่เป็นการยิ่งเติมเชื้อไฟให้สถานการณ์การเมืองภายนอกยิ่งร้อนแรงไปอีก