นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการแรงงาน อ่านแถลงการณ์คัดค้านประกาศกระทรวงแรงงาน โดยมีใจความว่าจากประกาศกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2563 ห้ามมิให้นายจ้างปิดงาน หรือลูกจ้างนัดหยุดงาน ในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ในกรณีที่มีการปิดงานหรือการนัดหยุดงาน อยู่ก่อนวันที่มีประกาศนี้ใช้บังคับ ให้นายจ้างซึ่งปิดงานรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน และให้ลูกจ้างที่นัดหยุดงานกลับเข้าทำงานตามปกติ และ ข้อพิพาทที่ตกลงกันไม่ได้นั้น ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เป็นคนชี้ขาดได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันมีการเลิกจ้างแรงงานเป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้ใช้วิธี “ปิดงาน” ตามกติกาที่กฎหมายกำหนด การเลิกจ้างส่วนมากไม่ได้มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งต้องจ่ายค่าชดเชยที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างเป็นเวลา 30 วัน และค่าชดเชยตามอายุงาน ตั้งแต่ 30-400 วัน

ซึ่งยังมีนายจ้างที่ได้รับผลกระทบน้อยหรือไม่กระทบเลย ฉวยโอกาส เลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลดสวัสดิการ เปลี่ยนสภาพการทำงาน บังคับลาออก และทำลายสหภาพแรงงาน และฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากโครงการของประกันสังคม โดยแทนที่นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้าง แต่นายจ้างให้ลูกจ้างไปรับเงินจากประกันสังคมแทน ถือเป็นการเอาเปรียบนายจ้างและลูกจ้างทั้งประเทศที่ส่งเงินประกันสังคมอย่างไม่เป็นธรรม

การห้ามลูกจ้างนัดหยุดงาน ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ซึ่งการที่ไทยขาดสิทธิการรวมตัวต่อรองมาอย่างยาวนานนี้ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทั่วไปทางภาษี (GSP) จากสหรัฐฯอีกด้วย ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ ต้องเสียภาษีนำเข้ามากขึ้น นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่จำกัดสิทธิของประชาชนผู้ใช้แรงงานอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นต้น

โดยสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสเริ่มคลี่คลาย จำนวนผู้ติดเชื้อต่อวันลดลงเรื่อยๆ ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อในประเทศไทยเพียง 5 คน/วัน อีกทั้งรัฐบาลได้ให้กิจการบางส่วนสามารถดำเนินกิจการตามปกติได้แล้วและกำลังพิจารณาให้กิจการอื่นเช่นกัน เหตุใดจึงประกาศออกมาในช่วงเวลานี้ไม่ประกาศตั้งแต่ที่รัฐบาลปิดเมืองตั้งแต่แรก

ทั้งนี้ตนได้พิจารณาแล้วว่า ประกาศฉบับนี้ออกมาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่นายจ้างมากกว่าปกป้องลูกจ้าง โดยเฉพาะผลประโยชน์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานโดยตรง เพื่อเป็นการตัดปัญหาการจ่ายเงินเยียวยาล่าช้า โดยการลดอำนาจต่อรองของลูกจ้างลง จึงมีข้อเสนอว่า รัฐบาลและกระทรวงแรงงานต้องยกเลิกประกาศฉบับนี้ รัฐบาลต้องบังคับใช้มาตรา 75 ของพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานแก่นายจ้างที่ปิดงานทุกราย ให้จ่ายเงิน 75% ของค่าจ้างแรงงาน รัฐบาลต้องเยียวยาทุกคนแบบถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นแรงานในระบบหรือนอกระบบประกันสังคม ต้องได้รับโดยเท่าเทียมกัน โดยใช้งบประมาณทางการคลัง ไม่นำเงินของกองทุนประกันสังคมออกมาใช้ ซึ่งเงินในส่วนนี้ควรจะเก็บไว้เป็นเงินในอนาคตของลูกจ้าง การเยียวยาแบบถ้วนหน้านี้ยังลดต้นทุนและเวลาการพิสูจน์สิทธิ ซึ่งยังมีแรงงานที่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากรอการพิสูจน์สิทธิ์อยู่ และรัฐบาลควรให้สัตยาบันแก่อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิการเจรจาต่อรอง และฉบับที่ 98 ว่าด้วยการรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง ซึ่งทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ผู้ใช้แรงงานได้รณรงค์มาเป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว