นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษาแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวในการทำเฟซบุ๊กไลฟ์ หัวข้อ “รัฐบาลคสช.ยุค 2 กับฉายา “นายกฯ 500” ว่า ฉายานายกฯ 500 ของนายกฯคนเดิม จะว่าไปคำว่านายกฯ 500 นั้น ดูไม่ค่อยดี เพราะปกติ 500 มันจะมากับฉายาของโจร แต่เผอิญว่า 500 นั้นมันเกิดขึ้นจริงเพราะตัวเลขโหวตนายกรัฐมนตรีของ ส.ว. (249) และ ส.ส. (251) รวมแล้วได้ 500 พอดี ในส่วนของ 7 พรรคฝ่ายประชาธิปไตย ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ในส่วนของพรรคที่เป็นพลังหนุน คสช. และ พปชร. เรียกว่าลุ้นกันจนนาทีสุดท้าย หืดขึ้นคอกันเลยทีเดียว

นางธิดา กล่าวอีกว่า จากผลการโหวตเมื่อวานนี้ (5 มิ.ย.62) ก็เกิดปรากฎการณ์คือผู้ได้รับการแคนดิเดตเป็นนายกฯ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่ได้มาปรากฏตัวเพราะไม่ได้เป็น ส.ส. อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญ 60 ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ซึ่งหลังจากการลุกขึ้นต่อสู้ของประชาชนปี 35 เป็นการบังคับว่าต่อไปนายกฯ ต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น เป็นที่น่าเสียใจที่ผลการต่อสู้ของวีรชนปี 35 ถูกย่ำยี ขณะนี้นายกฯ ไม่ได้มาจาก ส.ส. แน่นอนคนหนึ่งก็คือนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ถือว่าเป็นทางอ้อมในฐานะที่เรียกว่าเป็นการเลือกตั้งแบบ 3 IN 1 จึงอ้างเป็นเหตุผลว่าไม่ต้องปรากฏตัวในสภา

ขณะที่อีกคนหนึ่งที่พร้อมจะปรากฏตัว คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แต่ถูกยับยั้งโดยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้ทำหน้าที่ ส.ส. จึงต้องไปแถลงวิสัยทัศน์นอกรัฐสภา นี่จึงเป็นปรากฏการณ์ประหลาดๆ แต่เป็นสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นในความพยายามจะจัดตั้งรัฐบาล คสช.ยุคที่ 2 ที่ใช้คำว่ารัฐบาลใหม่เป็น คสช.ยุคที่ 2 เพราะมันเป็น คสช.ทั้งดุ้น

นางธิดา กล่าวอีกว่า ไม่ว่าจะนายกฯ ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. และได้พูดเอาไว้ล่วงหน้าว่ารองนายกฯ คู่ใจของท่าน , กระทรวงกลาโหม , ฝ่ายเศรษฐกิจ , ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายกฎหมายจะยังอยู่ครบ นอกจากนั้นที่สำคัญคือวุฒิสภาซึ่งมีอำนาจมากในการเลือกตั้งครั้งนี้สามารถมาโหวตนายกฯ ได้ ลองจินตนาการดูว่าถ้าไม่เขียน แม้กระทั่งเตรียมรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับ คสช.มากที่สุดแล้ว แต่ถ้าไม่ได้เขียนในบทเฉพาะกาลให้วุฒิสมาชิกมาโหวตนายกฯ ลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะว่าเสียงขนาดลุ้นกันเต็มที่แล้วยังได้ 251

ทั้งนี้ ลองจินตนาการดูว่าถ้าวุฒิสมาชิกไม่ได้มาโหวตด้วย คำถามว่าท่านจะเป็นนายกฯ ได้หรือเปล่า เกมการต่อรองของพรรคการเมืองต่าง ๆ จะยิ่งมากขึ้นอีก แต่ตอนนี้เขาต่อรองอะไรไม่ได้มากเพราะเขารู้ว่าโหวตอย่างไรท่านก็ต้องได้เป็นนายกฯ เพราะท่านมี 250 เสียงจากวุฒิสมาชิกอยู่แล้ว ที่เหลือส.ส.ร้อยกว่าคนก็เกิน 375 ก็เป็นนายกฯ แน่ เรื่องอื่นเอาไว้ว่ากันทีหลัง

นางธิดา ระบุว่า จากการวางแผนอย่างรอบคอบ เขียนรัฐธรรมนูญให้มีที่มาของส.ส.แบบ 3 IN 1 แบบที่เรียกว่าเป็นการทำลายพรรคการเมืองที่ได้เสียงส.ส.เขตมาก นั่นก็ได้ผล นั่นก็คือพรรคเพื่อไทยได้ 136 เสียง ไม่มีส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว

“แต่อภินิหารตัวเลขรัฐธรรมนูญอย่างเดียวไม่พอ มีอภินิหารบทเฉพาะกาล แล้วก็มีอภินิหารของกกต. และ กรธ.ในการคำนวณ ถ้าภาษาของแม่ลูกจันทร์ เขาบอกว่ามีการย้ายตัวเลขทศนิยม แต่ทัศนะของดิฉันก็เป็นคณิตศาสตร์ กกต.ที่วิปริต ที่ไม่ใช่คณิตศาสตร์จริง อภินิหาร กกต.ไม่ใช่เฉพาะเพียงการคำนวณที่ทำให้พรรคเล็กเข้ามาร่วม แต่ว่าอภินิหารของ กกต.ยังทำให้คุณธนาธรไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ทั้งๆที่ยังสืบสาวราวเรื่องไม่จบเลย แต่ กกต.ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ สามารถยับยั้งไม่ให้คุณธนาธรมาเหยียบในรัฐสภาได้ พูดง่าย ๆ ว่ามันต้องใช้อภินิหารหลายอภินิหาร จึงทำให้เกิดรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำในการโหวตนายกฯ ในฝั่งของส.ส. แต่ในฝั่ง ส.ว.นั้นก็เป็นอภินิหารของบทเฉพาะกาลที่ทำให้สามารถที่จะเป็นนายกฯ ได้ เรียกว่าท่านรัฐบาลโดยอาศัยอภินิหารต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น” นางธิดา กล่าว

นางธิดา กล่าวอีกว่า ความจริงฉายา 500 นี่มันไม่ค่อยจะดี คนที่ตั้งฉายานี้ก็อาศัยสำนวนเก่า แต่มันไม่ใช่แค่ตัวหนังสือนายกฯ 500 มันเป็นตัวเลขจริง เพราะฉะนั้นท่านไม่ควรไปโกรธ และท่านต้องดีใจว่าได้เป็นนายกฯ ด้วยเสียงตั้ง 500 โหวต คำถามว่าแล้วจะไปต่ออย่างไร? มีการวางแผนไว้ เพราะฉะนั้นกว่าจะตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำได้นั้น แม้จะมีการต่อรองมากก็ตาม ในฝั่งประชาธิปไตยหรือฝั่งประชาชนอาจจะคิดว่าจะอยู่ได้สักกี่น้ำ แล้วถ้ามีการตั้งรัฐมนตรีขึ้นมา นี่ขนาดมีประธานสภาคนเดียว ต่อไปหากไม่ไว้วางใจต้องเอารองประธานสภา 2 คน หักไปแล้วก็ 3 เสียง ก็ไม่สามารถโหวตได้

นางธิดา กล่าวต่อไปว่า ไหนจะรัฐมนตรีอีก แน่นอนคนที่เป็นรัฐมนตรี ถ้ามาจากส.ส.บัญชีรายชื่อเขาก็คงให้รัฐมนตรีลาออกจากบัญชีรายชื่อแล้วก็ร่นบัญชีรายชื่อคนต่อไปขึ้นมา เสียงไม่หาย ดังนั้นในส่วนที่เป็นรัฐมนตรีเขาก็คงจะใช้วิธีให้ลาออก แต่ว่าจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อยังเลื่อนขึ้นมาได้เหมือนเดิม นั่นคือปัญหาเสียงปริ่มน้ำ ซึ่งต้องอาศัย 1) เทคนิคลาออก 2) เทคนิคงูเห่า เพราะขณะนี้ตามข่าวที่มีการพูดกันที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ก็บอกว่าเขามาขอซื้อยกพรรค เช่นเดียวกับเศรษฐกิจใหม่ ส่วนอนาคตใหม่เจาะเป็นคนๆ

“เรียกว่าเป็นยุคงูเห่าที่เบิกบาน อาจจะเป็นความลิงโลดของฝ่ายประชาธิปไตยที่บอกว่าเขาจะต้องจ่ายตังเยอะแน่ แต่ดิฉันดูแล้ว เขาก็โคตรเซียน”

ทั้งนี้ คือมีเทคนิคการใช้กฎหมาย ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญที่เขียนถึงวุฒิสมาชิก พูดถึงอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ในทัศนะอาจารย์นะ เขียนไว้เพื่อให้อำนาจวุฒิสมาชิก 250 คน มีอำนาจอย่างไม่มีขีดจำกัด คือสามารถที่จะเข้าประชุมในการลงมติสำคัญ ๆ ได้ทั้งหมด เพราะเขาเขียนไว้ 3 ประเด็น คือ 1) ร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ให้เสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา 2) ครม. ถ้ามองเห็นว่าร่างพระราชบัญญัตินี้เข้าข่ายการปฏิรูปก็ยื่นได้เลย แล้วทำไมครม.จะไม่ยื่นล่ะถ้าดูว่าเสียงปริ่มน้ำ

3) ต่อให้ครม.ไม่เขียน ส.ส.หรือส.ว. 1 ใน 5 ก็เสนอว่าเป็นกฎหมายสำคัญที่ต้องโหวตร่วมกันได้ ส.ส. (พปชร.พรรคเดียว) 100 คนก็ยื่นได้แล้ว ต่อให้พปชร.มีปัญหา ใครจะมาเล่นกับบิ๊กตู่ สั่งส.ว. 50 คน บอกว่าพ.ร.บ.นี้สำคัญเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ต้องให้ส.ว.มาโหวตร่วมกัน มันก็ได้แล้ว

นอกจากนี้แล้วมีคณะกรรมการวินิจฉัยซึ่งมีประธานสภา (อยู่ซีกรัฐบาล) ประธานวุฒิฯ ตัวแทนครม.และคณะกรรมาธิการ มีฝ่ายค้านอยู่คนเดียว แล้วบอกให้เอาเสียงข้างมากโดยประมาณ พูดง่าย ๆ ในทัศนะของดิฉันนะ พ.ร.บ.หรือเรื่องอะไรที่สำคัญเขาก็เขียนให้วุฒิสมาชิกเข้ามาโหวตทั้งนั้น ประสาอะไรกับเลือกนายกฯ เขายังให้วุฒิสมาชิกมาโหวตเลย คนที่คิดว่าจะอยู่ได้ไม่กี่น้ำ จะมองโลกสวยหรือเปล่า เพราะว่าฉายานายกฯ 500 อย่าลืมว่า คสช.ยุค 1 อยู่มา 5 ปี คสช.ยุค 2 ตามระบบที่เขาเรียกของเขาเองว่าเผด็จการประชาธิปไตย เขาจะอยู่ 4 ปี แล้วในบทเฉพาะกาลเขียนให้วุฒิสมาชิกอยู่ 5 ปี คาบเกี่ยวกัน

“ดังนั้นก็มี คสช.ยุคที่ 1 คสช.ยุคที่ 2 แล้วอย่างน้อยก็มี คสช.ยุคที่ 3 ตามรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งดิฉันไม่เชื่อมั่นพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่าสำคัญในการเข้าร่วมรัฐบาล เพราะต้องการแก้รัฐธรรมนูญ จะมองเห็นปัญหานี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญหรือเปล่า ดิฉันก็ไม่ได้มีความหวังว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะมีบทบาทในการทำให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างถึงรากถึงโคนอย่างแท้จริง แต่แก้รัฐธรรมนูญแบบกลมกล่อมขึ้นก็อาจเป็นได้”

นางธิดา กล่าวด้วยว่า บางคนอาจมองโลกสวยว่าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปแล้วจะได้แก้รัฐธรรมนูญ แต่เวลาเรามองต้องมองด้านร้ายที่สุดเอาไว้ก่อนสำหรับฝ่ายประชาธิปไตย ก็คือในการโหวตกฎหมายที่สำคัญเกือบทั้งหมด และรวมทั้งที่จะนำไปสู่ประเด็นไม่ไว้วางใจ หรืองบประมาณ เขาก็อาจจะบอกว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ก็จะให้วุฒิสมาชิกมาโหวตร่วมกันทั้งหมด ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญอาจจะเป็นการแก้แบบทาลิปสติกหรือเปล่า หรือย้อมผมแบบหมอพรทิพย์ให้มันมีเฉดมีรุ้งหรือเปล่า

“ฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายประชาชนต้องมองด้านร้ายที่สุดด้วย ว่าอาจจะมี คสช.ยุคที่ 2 , ยุคที่ 3 และรัฐธรรมนูญนี้ยังแก้ไม่ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 60 นั่นก็คือ เขาสถาปนาระบบที่เขาเรียกของเขาเองว่าเผด็จการประชาธิปไตย คือเป็นประชาธิปไตยของเผด็จการ พูดง่ายๆว่ามันน่าจะเป็นว่าสถาปนาระบอบเผด็จการในคราบของระบอบประชาธิปไตย ในเสื้อคลุมของประชาธิปไตยไปได้อีกยาวนานถึง 20 ปี นี่คือมองด้านร้ายที่สุดของประเทศไทย” นางธิดา กล่าว