“ฟรีวีซ่า”รัฐเปิดประตู ปล่อยตำรวจแบกประเทศ สร้างปัญหาพุ่งเข้าใส่ นอมินี จดทะเบียนการค้า กรมทะเบียนการค้าลอยตัวไร้มาตราการรองรับตรวจเข้ม

179

รัฐบาลยุคนี้กำลังเดินเกม “แก้ปัญหาปลายเหตุ” มากกว่าสร้าง “กำแพงป้องกันต้นทาง” เปิดฟรีวีซ่ากว้างเหมือนเชื้อเชิญทุนเทา-อาชญากรรมข้ามชาติ แต่เมื่อปัญหาปะทุ กลับผลักภาระให้ตำรวจ ตม. ดีเอสไอ ปปง. และฝ่ายความมั่นคง วิ่งไล่จับกันรายวัน ราวกับรัฐกำลังเล่นหนังแอ็กชันบนซากนโยบายของตัวเอง

ประเทศไทยในยุคนี้กำลังเผชิญ “สัญญาณอันตราย” ที่ดังขึ้นทุกวัน แต่ดูเหมือนรัฐบาลกลับทำเป็นไม่ได้ยิน จากนโยบาย “ฟรีวีซ่า” ที่ถูกโฆษณาว่าเป็นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว วันนี้กลับเริ่มถูกตั้งคำถามหนักขึ้นเรื่อยๆ ว่า แท้จริงแล้วประเทศไทยกำลังได้ “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” หรือกำลังเปิดประเทศให้ “เครือข่ายสีเทา” หลั่งไหลเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการ ทุกวันนี้ข่าวต่างชาติพัวพันอาชญากรรมแทบกลายเป็น “ข่าวรายวัน”ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ,พนันออนไลน์,สแกมเมอร์,นอมินีธุรกิจ,ไกด์เถื่อน,Overstay ลักลอบทำงาน ,ฟอกเงิน ทุนต่างชาติฮุบอสังหาริมทรัพย์และที่น่ากลัวที่สุดคือ…หลายเครือข่ายเริ่ม “ปักหลัก” อยู่ในไทยยาวขึ้นเรื่อยๆ

คำถามคือ รัฐบาลมองไม่เห็น หรือ “ไม่อยากเห็น” ?ฟรีวีซ่า…แต่รัฐเสียมากกว่าได้ ? ก่อนโควิด นักท่องเที่ยวหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ต้องเสียค่า Visa on Arrival ให้รัฐไทย แต่หลังใช้นโยบายฟรีวีซ่า รายได้ส่วนนี้หายไปมหาศาล ทว่า สิ่งที่น่าคิดคือจำนวนนักท่องเที่ยวบางตลาดกลับยังไม่ฟื้นเต็มที่ พูดง่ายๆ คือ รัฐ “ยอมเสียรายได้” แต่ผลลัพธ์ไม่ได้โตแบบที่เคยโฆษณา ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังเปิดกว้างมากกว่าหลายประเทศในเอเชีย โดยอนุญาตให้พำนักได้ยาวถึง 60-90 วัน ทั้งที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่พักจริงเฉลี่ยเพียงไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์

เมื่อเปิดช่องกว้างขนาดนี้ ผลที่ตามมาคืออะไร ?คำตอบคือ Overstay พุ่ง แรงงานเถื่อนเพิ่ม ธุรกิจนอมินีขยายตัว อาชีพสงวนของคนไทยถูกแย่ง และอาชญากรรมข้ามชาติเริ่มฝังรากลึก

รัฐบาลเปิด…แต่ตำรวจต้องรับกรรม สิ่งที่น่าตั้งคำถามมากที่สุดคือ ทุกครั้งที่เกิดปัญหา รัฐบาลกลับใช้สูตรเดิม“สั่งลุย”ให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ,สอท.ดีเอสไอ ปปง. กรมการปกครอง ออกแอ็กชันหน้าจอ ไล่ทลายจับกุมรายวัน แต่คำถามสำคัญคือแล้วใครจะรับผิดชอบ “ต้นทางของปัญหา” ?เพราะหากนโยบายเปิดประตูประเทศแบบไร้ระบบคัดกรองที่เข้มพอ สุดท้ายเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติก็กลายเป็นเพียง “หน่วยดับไฟ” ที่ต้องวิ่งไล่ตามปัญหาไม่มีวันจบ นี่ไม่ใช่การบริหารประเทศเชิงยุทธศาสตร์แต่มันคือ “การปล่อยปัญหาให้ระเบิดก่อน แล้วค่อยวิ่งถือถังดับเพลิง”

กรมทะเบียนการค้า…เงียบเกินไปหรือไม่ ? อีกจุดที่สังคมเริ่มตั้งคำถามหนักคือปัญหา “นอมินี” วันนี้ทั้งประเทศรู้ว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อย รับจดทะเบียนถือหุ้นแทนต่างชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าว คำถามคือ หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงอย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจอะไรอยู่ ? เพราะในทางปฏิบัติ หากตรวจสอบเชิงลึกตั้งแต่วันจดทะเบียน หลายบริษัทอาจถูกสกัดได้ตั้งแต่ต้นน้ำ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามปล่อยให้จดปล่อยให้ดำเนินกิจการปล่อยให้ขยายเครือข่าย จนสุดท้ายตำรวจต้องเข้าทลายทีหลัง

แล้วแบบนี้จะไม่ถูกมองว่าเป็นการ “ผลักภาระ” ให้ฝ่ายความมั่นคงได้อย่างไร ?หรือหนักกว่านั้น สังคมอาจเริ่มตั้งคำถามว่านี่คือ “ความหละหลวม” หรือเข้าข่าย “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ? ต่างชาติซื้อคอนโด…ไทยกำลังเสียสมดุล ? อีกประเด็นที่กำลังถูกจับตาคือการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของต่างชาติ แม้กฎหมายไทยยังห้ามต่างชาติถือครองที่ดินโดยตรง แต่สามารถซื้อคอนโดมิเนียมได้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด รวมถึงการขอวีซ่าระยะยาวบางประเภทที่เชื่อมโยงกับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

ปัญหาคือเมื่อทุนต่างชาติเริ่มกว้านซื้อคอนโดจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ราคาที่อยู่อาศัยก็เริ่มไต่ระดับเกินกำลังซื้อของคนไทยจำนวนมากท้ายที่สุด คนไทยอาจกลายเป็น “คนเช่าประเทศตัวเองอยู่” ถึงเวลาทบทวน ไม่ใช่ปล่อยไหล ไม่มีใครปฏิเสธว่า “การท่องเที่ยว” คือหัวใจเศรษฐกิจไทยแต่การเปิดประเทศโดยไม่วางกลไกป้องกันที่เข้มแข็ง ก็ไม่ต่างจากเปิดประตูบ้านทิ้งไว้กลางคืน แล้วหวังว่าโจรจะไม่มีวันเข้ามา

รัฐบาลจึงควรกล้าทบทวนว่า ฟรีวีซ่าควรใช้กับประเทศใด,ควรลดระยะเวลาพำนักหรือไม่,ควรเพิ่มระบบคัดกรองความเสี่ยงอย่างไรและหน่วยงานใดต้องรับผิดชอบต้นทางจริงจัง เพราะหากยังปล่อยให้ “ฝ่ายปฏิบัติ” ไล่เก็บซากปัญหา ขณะที่ “ฝ่ายนโยบาย” ยังคงยืนยิ้มอยู่หน้ากล้อง สุดท้ายประเทศไทยอาจไม่ได้เสียแค่รายได้ แต่อาจเสียทั้ง “ความมั่นคง”“เศรษฐกิจ”และ “อธิปไตยทางธุรกิจ” ไปพร้อมกัน และวันนั้น…คำว่า “ฟรีวีซ่า”อาจถูกจดจำในฐานะนโยบายที่เปิดทางให้ “ภัยเงียบ” เติบโตเร็วที่สุดยุคหนึ่งของประเทศก็เป็นได้