“รับบทถอนขนห่าน-รีดเลือดปู4 สรรพากร รวย 2 พันล้าน-ป.ป.ช.ฟัน”                                       

6769


         คำว่าถอนขนห่านหรือรีดเลือดจากปู มนุษย์เงินเดือนและชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเราจะคุ้นชินเมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นภาษีไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อชดเชยรายได้ของประเทศเพราะต้องรับชะตากรรมควักเงินจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            แต่เมื่อเห็นข่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ชี้มูล 4 ข้าราชการกรมสรรพากรระดับอำเภอรวยกว่าสองพันล้าน รู้สึกช็อกไปตามๆกัน

           โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นให้ดำเนินการไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายดนัย ดำรงชัยโยธิน  นักวิชาการสรรพากรชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่สรรพากรอำเภอ สำนักงานสรรพากรพื้นที่บางเสาธง กับพวกรวม 4 คน ร่ำรวยผิดปกติ

         จากการไต่ส่วนพบว่ารายการทรัพย์สิน ได้แก่เงินฝากในธนาคารที่ได้มาไม่สัมพันธ์กับรายได้ เกินกว่าฐานะและรายได้ที่รับจากราชการและไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงินฝากได้

        จึงเป็นกรณีมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2651 มาตรา 4 โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มผิดปกติ หรือหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะได้อ้างตามกฎหมายสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่

          เอกสาร ป.ป.ช.ระบุว่าข้าราชการกรมสรรพากรทั้ง 4 คนมีเงินรวมทั้ง 2,085,581.53 บาท แยกเป็นรายบุคคลดังนี้ นายดนัย ดำรงชัยโยธิน  มีบัญชีเงินฝากรวม 7 บัญชี เป็นเงินรวม 1,189,273,.48 บาท นางชลธาร คงมั่น มีบัญชีเงินฝาก 5 บัญชี เป็นเงินรวม 559,946,602.03 บาท  น.ส.ดวงกมล ปลื้มสวาสดิ์ มีบัญชีเงินฝาก 3 บัญชี เป็นเงินรวม 334,246,632.02 บาท และ น.ส.อุทุมพร เข็มวิชัย มีบัญชีเงินฝาก 1 บัญชี รวมเป็นเงิน 1,882,000 บาท  คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติว่าทั้ง 4 คนร่ำรวยผิดปกติ

     ร่ำรวยขนาดนี้มีทางเดียวคือโกงหรือโคตรโกง ด้วยการใช้ช่องโหว่ของกลไกราชการมาเป็นเครื่องมือ
ในแวดวงของนักธุรกิจที่ต้องการจ่ายภาษีน้อยหรือไม่ต้องจ่ายเลย จะรู้ช่องทางดีว่าทำอย่างไรโดยมีเจ้าหน้าที่สรรพากรขี้ฉ้อคอยชี้แนะ ยกตัวอย่างบริษัท ก. ไม่อยากจ่ายภาษีหรือจ่ายภาษีน้อย ทั้งที่รายได้เป็นกอบเป็นกำ จะติดต่อเจ้าหน้าที่สรรพากรขี้ฉ้อหาแนวทางให้ มีสำนักงานบัญชีของบริษัทคอยตบแต่งตัวเลข พอบรรลุเป้าหมายจะมีสินบนติดปลายนวม จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับรายได้ที่บริษัท ก.ต้องการจะหลีกเลี่ยง

     หรือบางบริษัททำกันเองด้วยการซื้อใบเสร็จมีภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้สำนักงานบัญชีตบแต่งตัวเลขแล้วยื่นจ่ายภาษี เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรตรวจสอบเกิดข้อสงสัย จะเรียกบริษัทไปชี้แจงระหว่างชี้แจงเจ้าหน้าที่จะหว่านล้อมเชิงขู่ว่าถ้าตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าใบเสร็จซื้อมาจะโดนหนัก

   แต่ถ้าไม่อยากจ่ายหนักเจ้าหน้าที่สรรพากรขี้ฉ้อจะบอกตัวเลขมาว่าจะต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่จำนวนเท่าใด ส่วนใหญ่บริษัทที่ทำผิดจะยินยอม เช่นถ้าจ่ายตามจริงสัก 5 ล้าน ถ้าเจ้าหน้าที่สรรพากรเคลียร์ให้ อาจจะเหลือแค่ 2 ล้านแล้วจ่ายให้เจ้าหน้าสรรพากร 1 ล้าน ทุกอย่างจบวินๆทั้งสองฝ่าย

   หรือบางกรณีเจ้าหน้าที่สรรพากรจะให้คนใกล้ชิดเปิดบริษัทเพื่อขายใบเสร็จให้กับบริษัทที่ต้องการเลี่ยงภาษี บริษัทที่ใช้บริการเมื่อยื่นภาษีเงินได้จะไร้การตรวจสอบนี่เป็นเพียงกลโกงภาษีเพียงบางส่วนที่คนในแวดวงธุรกิจและเจ้าหน้าที่สรรพากรขี้ฉ้อ ต่างรับทราบกันดี กลโกงลักษณะนี้เกิดขึ้นมายาวนาน กลโกงลักษณะนี้ พื้นที่เขตสรรพากรเจ้าหน้าที่จะไม่ข้ามเขตกัน ระดับผู้อำนวยการเขตพื้นที่จะไม่ก้าวก่ายกันเพราะอยู่ในลักษณะไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่

  ข้อมูลที่ ป.ป.ช.ชี้มูลเป็นแค่สรรพากรระดับอำเภอ แต่เป็นอำเภอที่มีบริษัทและโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก จึงเป็นไปได้ว่าทั้ง4คนเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจในพื้นที่

    มองตามข้อเท็จจริงขนาดข้าราชการระดับกลางๆร่ำรวยนับพันล้าน แล้วสูงขึ้นไประดับผู้อำนวยการ รองอธิบดี หรืออธิบดี อาจจะร่ำรวยผิดปกติบ้างคงไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่บรรดาบิ๊กๆอาจจะมีวิธีเก็บซุกที่ยากจะตรวจสอบ เพราะในแวดวงราชการหากหัวไม่ส่ายหางจะไม่กระดิก แต่แวดวงราชการไทยที่มีผลประโยชน์ส่วนใหญ่หัวส่ายหางกระดิกแทบทั้งสิ้น

   บิ๊กข้าราชการที่เกษียณระหว่างรับราชการมีช่องทางหาประโยชน์ พอเกษียณอายุช่วง 1-3 ปี แทบจะไม่ขยับที่จะซื้อทรัพย์สินใด แต่พอหลุดพ้นจากที่กฎหมายกำหนดลายค่อยๆออก ซื้อบ้านหรู รถหรู กันทั่วหน้า

   ดังนั้นหากรัฐบาลและคณะกรรมการ ป.ป.ช.อยากตรวจสอบบิ๊กข้าราชการขี้ฉ้อ ควรออกกฎหมายเปิดซองทรัพย์สินทุกคนหลังเกษียณอายุ รวมทั้งตรวจสอบทรัพย์ที่ซุกไว้ด้วย รับรองว่าจะยึดเงินคืนหลวงได้เพียบ แต่ที่ไม่กล้าทำเพราะต่างเอื้อกันระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการ บางครั้งช่วยกันถือทรัพย์สินแทนกันอีกต่างหาก

  แม้แต่ บิ๊กการเมืองบางคนภาพใจซื่อมือสะอาด ฝากเงินไว้กับเลขาส่วนตัว พอเลขาฯส่งคนสนิทไปทวงทรัพย์สินคืน แต่ภรรยาผู้ตายไม่คืนให้เพราะไม่เชื่อว่าเจ้านายสามีจะมีเงินจำนวนมาก

   ดังนั้นจากพฤติกรรมของ 4 ข้าราชการกรมสรรพากร พออนุมานได้ว่าหากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเก็บภาษีตามความเป็นจริง บริษัทไหนเลี่ยงภาษีจัดการแบบไม่เลือกปฏิบัติเชื่อว่ารายได้ของประเทศจากภาษีจะสูงกว่านี้แน่นอน ชาวบ้านธรรมดาและมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเรา คงไม่ต้องควักจ่ายแบบสารพัดภาษีอย่างแน่นอน

    แต่คงเป็นไปได้อยากเพราะกลโกงมันฝังอยู่ในกมลสันดานของนักการเมืองและข้าราชการขี้ฉ้อมาเนินนานแล้ว !!!