นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เรื่อง ขอให้คนเชียงใหม่จัดลงประชามติกำหนดอนาคตบ้านพักศาลเชิงดอยสุเทพ โดยระบุว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลในลักษณะหมดหนทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับบ้านพักและที่ทำการศาลอุทธรณ์ ภาค 5 ที่เชิงดอยสุเทพ ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่วานนี้ว่า “กรณีปัญหาบ้านพักตุลาการที่จังหวัดเชียงใหม่ แม้ยอมรับว่ากฎหมายไม่ผิด แต่ความรู้สึกของคนในพื้นที่ เป็นเรื่องของป่าในมุมมองของประชาชน แล้วรัฐบาลจะทำอย่างไร ขอความกรุณาช่วยกันคิดด้วย” นั้น 

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ขอช่วยฯพณฯนายกรัฐมนตรีร่วมคิดว่า เรื่องดังกล่าวแม้แต่เด็กประถม-มัธยมก็คิดหาทางออกได้ เนื่องจากเมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการใช้อำนาจรัฐโดยอ้างข้อกฎหมาย เรื่องดังกล่าวก็ควรจบด้วยมาตรการทางกฎหมายที่มีรองรับอยู่แล้ว และจะไม่มีใครต้องเสียหน้าด้วย นั่นคือ การเปิดโอกาสให้คนเชียงใหม่ทั้งจังหวัดใช้กฎหมาย “ประชามติ” เพื่อ “ทุบทิ้ง” หรือ “คงสภาพ” โดยนายกรัฐมนตรีนำเรื่องดังกล่าวขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตามมาตรา 166 ประกอบมาตรา 244(1)(2)(3) ของรัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติไว้ความว่า “ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร คณะรัฐมนตรีจะขอให้มีการออกเสียงประชามติ ในเรื่องใดอันมิใช่เรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคลใดก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ” โดยเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการดำเนินการออกประกาศและจัดการออกเสียงประชามติดังกล่าวได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็วภายในระยะเวลา 90-120 วัน โดยใช้กฎหมายเทียบเคียงกับ“พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552” 

ผลของประชามติที่ออกมาจะเป็นการสะท้อนความเห็นหรือความต้องการของคนเชียงใหม่ที่แท้จริง ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสามารถใช้เป็นข้ออ้างในการใช้อำนาจในการ “ทุบทิ้ง” หรือ “คงสภาพ” ของบ้านพักและที่ทำการศาลอุทธรณ์ ภาค 5 เชียงใหม่ในพื้นที่เชิงดอยสุเทพได้ต่อไปหรือไม่ และถือว่ามติดังกล่าวจะเป็นข้อยุติทั้งทางกฎหมาย และทางปกครองในกรณีขัดแย้งดังกล่าวได้เป็นที่ยุติได้ดีที่สุดในขณะนี้

ด้วยเหตุดังกล่าวสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จึงใคร่เรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำไปสู่ข้อยุติปัญหาความขัดแย้งบ้านพักศาลอุทธรณ์เชียงใหม่ ด้วยการใช้หลักกฎหมายประชามติมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว อย่ามัวแต่ซื้อเวลา เกรงใจกันไปกันมา เพราะการไม่กล้าตัดสินใจย่อมนำมาซึ่งความเสื่อม การลดความน่าเชื่อถือ และความไม่ไว้วางใจของประชาชนคนทั้งประเทศ ที่เฝ้ามองการตัดสินใจการแก้ปัญหานี้อยู่ด้วย และที่สำคัญอย่าเชื่อแต่ “เนติบริกร” ที่อยู่รอบเอวที่ชอบเสนอใช้กฎหมายมา “เชลียร์” มากกว่าการใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาเลย