หน้าแรกเศรษฐกิจ-การเงินภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2564

ภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2564

หุ้นไทยปิด ลบ 3.64 จุด เผชิญปัจจัยเสี่ยงจาก Valuation สูง-โควิดระบาดยืดเยื้อ โบรกแนะลงทุนกลุ่มแบงก์ คาด Q2 ยังดูดี

SET ปิดวันนี้ ที่ระดับ 1,587.79 จุด ลดลง 3.64 จุด (-0.23%) มูลค่าการซื้อขาย 83,598.85 ล้านบาท

นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยวันนี้อ่อนตัวลง ขณะที่ตลาดในเอเชียแกว่งบวก-ลบ ส่วนตลาดในยุโรปเทรดบ่ายนี้ติดลบเกือบ 1% มองหลังผ่านครึ่งปีแรกไปแล้ว ทิศทางไตรมาส 3/64 มีปัจจัยเสี่ยงจากการตึงตัวของหุ้น จาก Valuation ที่สูง ขณะที่ผลดำเนินงานยังไม่หล่อเลี้ยง และยังต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยืดเยื้อ-การฉีดวัคซีนโควิดก็อยู่ในอัตราที่ต่ำ ส่งผลให้อาจต้องมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจ ส่งผลให้นักลงทุนไม่ไล่ซื้อหุ้นให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ

ทั้งนี้มองกรอบดัชนี SET ในครึ่งปีหลังไว้ที่ 1,450-1,643 จุด จะเห็นได้ว่า Downside มีมากกว่า ตลาดฯจึงแกว่งลง พรุ่งนี้ตลาดฯคงจะแกว่งในกรอบแนวรับ 1,580-1,565 แนวต้าน 1,600 จุด ทั้งนี้ดัชนีไม่ควรหลุด 1,565 มิฉะนั้นจะเสียภาพเชิงบวกไป และกรอบการเก็งกำไรก็จะถอยไปด้วย พร้อมให้ติดตามการประชุมกลุ่มโอเปกที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้

แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (1 ก.ค.) นายกิจพณ กล่าวว่า ตลาดฯ คงจะแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,580-1,565 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 1,600 จุด ทั้งนี้ดัชนีไม่ควรหลุด 1,565 จุด มิฉะนั้นจะเสียภาพเชิงบวกไป และกรอบการเก็งกำไรก็จะถอยไปด้วย พร้อมให้ติดตามการประชุมกลุ่มโอเปกที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจับตาจะมีการส่งสัญญาณหนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นไปได้หรือไม่

ด้านนายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย มองหุ้นกลุ่มแบงก์ในช่วงครึ่งปีหลัง ยังได้รับแรงกดดันจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากการที่หน่วยงานต่าง ๆ มีการปรับลดประมาณการจีดีพีไทยปีนี้ลดลง ซึ่งจะกดดันต่อทิศทางของผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังเข้ามาบ้าง โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อที่อาจจะเริ่มเห็นการชะลอตัวลงได้ในระยะสั้น จากการที่ความมั่นใจของคนลดลง แต่ยังต้องลุ้นในช่วงไตรมาส 4/64 สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 คลี่คลายลงชัดเจน และเริ่มกลับมาเปิดเมืองได้มากขึ้น ก็มีโอกาสที่กลุ่มธนาคารจะได้ประโยชน์ตามมาด้วยจากเศรษฐกิจที่ฟื้น ซึ่งประเมินสินเชื่อของกลุ่มธนาคารในครึ่งปีหลังจะทรงตัวจากครึ่งปีแรกที่หดตัว 1-2%

ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามเกี่ยวกับการพิจารณาปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในส่วนของสินเชื่อรายย่อย ซึ่งอาจจะส่งผลให้บางธนาคารที่มีพอร์ตสินเชื่อรายย่อยในสัดส่วนที่มากได้รับผลกระทบบ้าง และการพิจารณาปรับลดวงเงินนำส่งกองทุน FIDF ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางของผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง โดยที่ในเบื้องต้นยังคงประมาณการเติบโตกำไรของกลุ่มธนาคารในปีนี้ไว้ที่ 10% จากปีก่อน

ด้านแนวโน้มของ NPL ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะยังไม่เพิ่มขึ้นมาก จากมาตรการการพักชำระหนี้ที่ขยายไปถึงสิ้นปี 64 ซึ่งคาดว่าระดับ NPL ของกลุ่มธนาคารในช่วงครึ่งปีหลังจะอยู่ใกล้เคียงกับครึ่งปีแรกหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วง 4-5% อีกทั้งแนวโน้มในการตั้งสำรองฯคาดว่าจะไม่เผชิญกับแรงกดดันมาก เพราะธนาคารหลายแห่งต่างตั้งสำรองฯอยู่ในระดับสูงไปแล้ว ทำให้มีอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ในระดับสูงถึง 150% ซึ่งยังมีความแข็งแกร่งและรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้

โดยที่หุ้นกลุ่มธนาคารยังมีความน่านสนใจจากอัพไซด์ที่ยังมีอยู่หลังราคาหุ้นปรับตัวลงไปค่อนข้างมาก จากกระแสข่าวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมหารือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อพิจารณาปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยลง ทำให้ราคาหุ้นย่อตัวลงมา และมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารยังมีความน่าสนใจ

สำหรับหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่มองว่าโตเด่นในช่วงครึ่งปีหลังนั้นมองว่า BBL เป็นมีความน่าสนใจมากขึ้น จากการตั้งสำรองฯของ BBL ที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงถึง 187% ทำให้สามารถรองรับความเสี่ยงจากการปรับเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยไม่มาก หากมีการปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยอีกครั้ง มองว่า BBL จะไม่ได้รับผลกระทบมาก และยังมีธนาคารเพอร์มาตาในอินโดนีเซียที่เข้ามาเสริมทำให้ผลงานของ BBL ในปีนี้ยังมีความแข็งแกร่ง

ส่วนหุ้นธนาคารขนาดกลาง-เล็ก แนะนำ “ซื้อ” KKP ที่ทิศทางของคุณภาพสินเชื่อดีขึ้นอย่างมาก มีสัดส่วนลูกค้าที่อยู่ในมาตรการพักชำระหนี้น้อยเพียง 3% อีกทั้งยังมีปัจจัยหนุนจากรายได้จากค่าธรรมเนียมในส่วนของตลาดทุนที่เข้ามาหนุน จากการที่คนหันมาลงทุนเพิ่มขึ้น และการที่ยังมีดีล IPO ออกมา ทำให้ KKP มีรายได้ค่าธรรมเนียมเข้ามาเสริมอย่างโดเด่น และยังเป็นหุ้นที่มีราคา Laggard และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดี

สิริวรรณ ลีลาประกอบชัย : ภาพและเรียบเรียง

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img