หน้าแรกกระบวนการยุติธรรม“ก.ตร.” โยนเผือกร้อน "พล.ต.อ.วิระชัย" ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม ให้ 'กองวินัย' พิจารณาหลักฐานใหม่

“ก.ตร.” โยนเผือกร้อน “พล.ต.อ.วิระชัย” ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม ให้ ‘กองวินัย’ พิจารณาหลักฐานใหม่

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 มิถุนายน 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ครั้งที่ 7/2564 จากนั้นเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ครั้งที่ 4/2564 ผ่านระบบวิดีโอทางไกล จากทำเนียบรัฐบาล  มายังห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น  2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยมี พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เข้าร่วมประชุม ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงเสร็จสิ้น

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วาระการประชุมที่สื่อมวลชนสนใจ กรณีของ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา สำรองราชการ ตร. เป็นเรื่องที่ให้พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงใหม่ ตาม พ.ร.บ.วิธีการปฏิบัติราชการการปกครอง 2539 มาตรา 54 ซึ่งสรุปได้ว่า  พล.ต.อ.วิระชัย ได้ยื่นเรื่องมายัง ก.ตร.  ขอให้ตรวจสอบว่า สิ่งที่ท่านโดนพิจารณา เรื่องการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตั้งคณะกรรมการด้านวินัย และสำรองราชการ โดยมีเอกสารหลักฐานให้ทาง ก.ตร. พิจารณาในประเด็นเหล่านี้ใหม่ ซึ่งอนุ ก.ตร.ด้านวินัย ได้พิจารณาแล้วว่า กรณีดังกล่าวผู้ออกคำสั่ง คือ ตร. ซึ่ง ตร. จะต้องเป็นผู้พิจารณา ไม่ใช่เรื่องของ ก.ตร. ดังนั้นสรุปได้ว่า เป็นเรื่องที่ พล.ต.อ.วิระชัย เสนอมามีข้อเท็จจริงใหม่ ให้ทางผู้ออกคำสั่งกลับไปทบทวนสิ่งที่เคยออกคำสั่งอีกครั้ง จากนี้ทาง ก.ตร. จะส่งเรื่องไปให้ทางกองวินัย เพื่อเสนอต่อ ตร.  ดำเนินการ ซึ่งทาง ตร. จะมีความเห็นอย่างไรก็เป็นความรับผิดชอบของ ตร. สำหรับกรอบการดำเนินการของเรื่อง ตร. จะเป็นผู้พิจารณาในรูปของคณะกรรมการ

ส่วนการประชุม ก.ต.ช. เป็นการกำหนดตำแหน่ง ในหน่วยที่ตั้งใหม่ คือ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล(ศรชล.) ซึ่งมีการทำงานคล้าย กอ.รมน. มีอัตราทั้งหมด 47 อัตรา มีตำแหน่งเทียบเท่า (สบ.6) เทียบเท่า ผู้บังคับการ (ผบก.) 1 อัตรา และศูนย์ฝึกอบรมในสังกัด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) มีทั้งหมด 142 ตำแหน่ง เป็นตำแหน่งเทียบเท่า ผู้บังคับการ (ผบก.) 1 ตำแหน่ง

ในที่ประชุมยังให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ (บช.สอท.) มาสรุปผลการดำเนินการในรอบ 6 เดือน ถึงแม้ว่าจะเป็นหน่วยงานเพิ่งก่อตั้ง และมีอัตรากำลังไม่ถึง 50 % แต่ที่ประชุม ก.ต.ช. ชมเชยว่า ผลการปฏิบัติเป็นไปได้ด้วยดี และขอให้มาสรุปผลการปฏิบัติอีกครั้งในรอบ 6 เดือนต่อไป และที่ประชุมยังมีการนำเสนอและประเมินผลงานของกองพิสูจน์หลักฐาน 1-10 ที่มีบทบาทสนับสนุนการทำงานตำรวจในพื้นที่ ซึ่งก็เป็นไปได้ด้วยดี

ผู้สื่อข่าวรายงาน สำหรับกรณีของ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา สำรองราชการ ตร. นั้น มีรายงานว่า  การดำเนินการทางวินัย พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ตำแหน่ง สำรองราชการ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร. (ในขณะนั้น) ลาพักผ่อนไปต่างประเทศ ระหว่าง 6-12 มกราคม 2563 แล้วมีการปล่อยคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ และ พล.ต.อ.วิระชัย ซึ่งเป็นการพูดคุยกันเกี่ยวกับคดียิงรถยนต์ของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการเผยแพร่เสียงสนทนาไปยังสื่อมวลชน

ต่อมา ตร. มีคำสั่ง ที่ 24/2563 ลงวันที่ 21 มกราคม 2563 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมี พล.ต.อ. ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จตช. ในขณะนั้นเป็นประธานฯ จากนั้น สำนักนายกฯ มีคำสั่ง ที่ 2/2563 ลงวันที่ 23 มกราคม 2563 ให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกฯ และในเวลาต่อมา คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มี พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จตช. ในขณะนั้นเป็นประธานฯ รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง เห็นว่ามีมูลเข้าข่าย วินัยร้ายแรง และมีมูลความผิดอาญาเห็นควร ให้กองวินัย และสำนักงานกฎหมายและคดีดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปซึ่งต่อมา สำนักงานกฎหมายและคดีร้องทุกข์กล่าวโทษคดีอาญา ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบ

ซึ่งต่อมา สำนักนายกฯ มีคำสั่ง ที่ 219/2563 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2563 ให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา กลับมาปฏิบัติราชการ ที่ ตร. จากนั้น ตร. มีคำสั่ง ที่ 383/2563 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 แต่งตั้ง  พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รอง ผบ.ตร.(บร) เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้านแรงฯ ภายหลัง พล.ต.อ.วิระชัย มีหนังสือถึงนายกฯ เพื่อร้องทุกข์และคัดค้านคำสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงฯ

ตร. มีคำสั่งที่ 387/2563 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 ให้ พล.ต.อ.วิระชัย สำรองราชการ และจากนั้น พล.ต.อ.วิระชัย ได้ยื่น ขอให้ ตร. เพิกถอน คำสั่ง สำรองราชการ กระทั่งเดือนสิงหาคม 2563  พล.ต.อ.วิระชัย ไปปฏิบัติราชการ สง.ผบ.ตร. เพื่อปฏิบัติหน้ที่ตามที่ ผอ.ศปก.ตร. มอบหมาย

ช่วงเดือนสิงหาคม 2563 พล.ต.อ.วิระชัย ได้ร้องขอความเป็นธรรม ให้เลื่อนการพิจารณาแต่งตั้ง ผบ.ตร. ออกไปก่อน ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.วิระชัย ขอให้ เพิกถอน คำสั่ง แต่งตั้งกรรมการสอบสวน และ คำสั่ง สำรองราชการ ก่อนแต่งตั้ง  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

ในเวลาต่อมา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่ง ยกคำคัดค้าน คำสั่ง แต่งตั้งกรรมการสอบสวนของ พล.ต.อ.วิระชัย ห้วงเดือนเดียวกัน สิงหาคม 2563 พล.ต.อ.วิระชัยฯ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

จากนั้น สำนักนายกรัฐมนตรี ออกประกาศ เรื่อง โปรดเกล้าให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา พ้นจากตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) มีผล ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 โดยขณะนั้นรอผลการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงฯ จากคณะกรรมการซึ่งมีท่าน พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย เป็นประธานฯ

ซึ่งเดิม พล.ต.อ.วิระชัย ได้ร้องเรียน ร้องทุกข์ และฟ้อง ประเด็นหลัก คือ คำสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และ คำสั่งสำรองราชการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต่อสู้อย่างนี้มาตลอด โดยอ้างทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ทั้งมีการระบุว่า  ผบ.ตร. ไม่มีอำนาจ ด้วยเหตุที่  ผบ.ตร. อยู่ระหว่างการลาราชการ และอ้างว่าท่าน รรท. ผบ.ตร. ขณะเกิดเหตุการณ์คลิปหลุด ดังนั้นคนที่จะสั่งตั้งกรรมการได้คือ นายกรัฐมนตรี

ตามข้อเท็จจริง คือ ถึงแม้ ผบ.ตร. จะลาราชการ แต่ยังดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ตร. มีอำนาจ และขณะออกคำสั่งก็ได้เดินทางมาปฏิบัติราชการ ตามปกติแล้ว ยังเป็น ผบ.ตร. และจากคลิปท่านไม่ได้ก้าวก่ายการใช้อำนาจของ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) แต่เป็นการให้คำแนะนำการปฏิบัติงาน สำหรับการออกคำสั่งได้กระทำเมื่อ ผบ.ตร.กลับมาปฏิบัติราชการแล้ว ขณะออกคำสั่งจึงมีหน้าที่และอำนาจครบในการออกคำสั่ง

ทั้งนี้ ตามคำสั่งที่ตั้งคณะ พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย เป็นหัวหน้าคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงนั้น  มีความเป็นไปได้ของเหตุผล หลายแนวทาง

 1.) ไม่ผิดเลย “ยุติเรื่อง”

 2.) ไม่ผิดวินัยร้ายแรงเป็นแค่ผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ก็เสนอลงโทษวินัยไม่ร้ายแรง

 3.) ผิดวินัยร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ตำรวจมาตรา 79 ซึ่งมีโทษ 2 สถาน คือ ไล่ออกจากราชการ กับ ปลดออกจากราชการ การเสนอความเห็นไปในทางใดจะขึ้นกับพยานหลักฐานที่คณะกรรมฯ ชุด พล.ต.อ.ปิยะ รวบรวมได้ และเสนอต่อ ผบ.ตร. เพื่อลงตามในคำสั่งในทางใดทางหนึ่ง

ล่าสุดมีรายงานว่า คณะกรรมฯ ที่มี พล.ต.อ.ปิยะ เป็นประธานฯ สอบวินัยร้ายแรงฯ ได้สอบปากคำ พล.ต.อ.วิระชัย ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ร้องขอให้คณะกรรมการฯ สอบพยานบุคลเพิ่ม 6 ปาก ซึ่งทางคณะกรรมการฯ อยู่ระหว่างรอการสอบพยานฯ ดังกล่าว

ตาม กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา ข้อ 15 ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนภายในกำหนดระยะเวลา และระบุไว้ว่า ให้คณะกรรมการนัดประชุมฯและการแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ให้ดำเนินการภายใน 15 วันนับแต่วันที่ประธานกรรมการได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาเท่าที่มี ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุน ข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ให้ดำเนินการภายใน 15 วัน

การประชุมพิจารณาลงมติ และทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานเหตุที่ทำให้การสอบสวนไม่แล้วเสร็จ    ต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวนออกไป ได้ตามความจำเป็นครั้งละไม่เกิน 60 วัน การสอบสวนเรื่องใดที่คณะกรรมการสอบสวนดำเนิน การ ไม่แล้วเสร็จภายใน 270 วัน ให้ประธานกรรมการรายงานเหตุให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทราบ และให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนติดตามเร่งรัดการสอบสวนต่อไป

สำหรับความคืบหน้า ที่สำนักงานกฎหมายและคดีร้องทุกข์กล่าวโทษคดีอาญา ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบ มี พล.ต.อ. สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.(สส.) เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนนั้น มีรายงานว่า คณะกรรมการ สอบสวนฯ ได้รวบรวมพยานหลักฐาน เสนอความเห็นในประเด็นข้อกฎหมาย ระบุชัดเจนว่ามีความผิดฐานดักฟัง หรือ เผยแพร่ฯ และทางคณะกรรมฯ เตรียมเรียกประชุมเพื่อสรุป เสนอต่อ ตร. และแจ้ง ข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกกล่าวหา ต่อไป

สำหรับในส่วน ที่ พล.ต.อ.วิระชัย ฟ้อง อดีต ผบ..ตร. ต่อ ปปช. ในมาตรา 157 นั้น มีรายงานทาง ปปช. มีหนังสือถึง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ว่า เป็นอำนาจของ ตร.สามารถพิจารณาเอง ว่าเข้าข่ายหรือไม่

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img