“ทนายอั๋นยื่นหลักฐาน “รองเต่า” เร่งรัดคดีโกงสอบท้องถิ่น แฉมีเอเย่นต์ใหญ่คุมสายอีสานใต้ ขนเงินสดเข้ากรุงฯ ส่งเซฟเฮาส์-วัดในนนทบุรี เผยไร้ความเชื่อมั่นหน่วยงานรัฐ เหตุพบความพยายามแก้ข้อสอบ 3,000 รายชื่อ แต่อาจได้บรรจุไปก่อนแล้ว จี้ใช้มาตรฐานเดียวกับคดีปลัดภูเก็ต“
วันที่ 2 ก.ค. ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. หรือ ”รองเต่า“ เพื่อขอให้ติดตามและเร่งรัดการดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตการสอบท้องถิ่น รวมทั้งขยายผลการสอบสวนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการกฎหมาย ก่อนการยื่นหนังสือ นายภัทรพงศ์ เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตนได้นำข้อมูลเกี่ยวกับเอเย่นต์ในสายภาคอีสาน ซึ่งถือว่าเป็นตัวใหญ่ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ อีสานตอนใต้ และจังหวัดศรีสะเกษ โดยได้นำรายชื่อเอเย่นต์ประมาณ 4-5 คน มามอบให้พนักงานสอบสวน ซึ่งข้อมูลมีความชัดเจนแบ่งออกเป็นชุด ๆ มีทั้งในส่วนของจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดบุรีรัมย์ ใน 3 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอปะคำ อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ และอำเภอนาโพธิ์ รวมถึงอำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยพฤติการณ์พบหลักฐานสลิปการโอนเงินที่ชัดเจน ระบุตัวผู้ให้และผู้รับ มีข้อความแชทคุยผ่านแอปพลิเคชันไลน์ระบุวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าเป็นการโอนเงินเพื่อการใด มีการนัดหมายก่อนและหลังโอนเงินหลายครั้ง
นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า จุดสำคัญที่สุดของกระบวนการโกงสอบท้องถิ่นกลุ่มนี้ อยู่ที่ข้อความนัดหมายระบุวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นวันนัดหมายสำคัญที่ตรงกันทั้งหมด โดยข้อความในพื้นที่อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ระบุว่า ต้องส่งแข่งขันและส่งให้ครบภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน เพื่อที่จะสอบในวันที่ 7 ธันวาคม ส่วนข้อความของอำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ ระบุให้ทุกสายโอนเงินรวมกันให้เรียบร้อยภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ช่วงเที่ยง และส่งพิกัด GPS มาให้ ขณะที่ข้อความของอำเภอปะคำระบุชัดเจนว่า ทั่วประเทศจะรวมตัวกันที่กรุงเทพมหานครในวันดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าในช่วงเที่ยงของวันที่ 15 พฤศจิกายน ยังคงอยู่ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และจะเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครในช่วงค่ำ
ทั้งนี้ ตนเชื่อว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นการนัดหมายของกลุ่มเอเย่นต์ในแต่ละจังหวัด ซึ่งเอเย่นต์ที่ตนนำข้อมูลมามอบให้รองเต่านั้นคุมอยู่หลายจังหวัด คาดว่าในภาคอีสานอาจจะมีเอเย่นต์เพียง 5-10 คน โดยพฤติการณ์คือการเบิกเงินสดออกมาที่กรุงเทพฯ แล้วนำไปที่เซฟเฮาส์หรือสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง เช่น วัดในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งหากตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ของเอเย่นต์เหล่านี้ที่จดทะเบียนไว้กับ TOT จะพบว่ามีลักษณะการเกาะกลุ่มสัญญาณในพื้นที่เดียวกัน คล้ายกับคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ตนเคยทำมา ทำให้ทราบว่ากลุ่มคนเหล่านี้มารวมตัวกันกระทำลักษณะเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร อยู่ในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล เพื่อหิ้วเงินสดไปส่งต่อ ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีบุคคลระดับใหญ่ของกระทรวงมหาดไทยส่งคนมารับเงินในสถานที่นั้น เนื่องจากมีข้อมูลสถานีฐานโทรศัพท์ ชัดเจน
นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ทางรองเต่าได้ประสานตนเพื่อนำเอกสารชุดนี้ไปลงเลขรับเรื่อง แต่ในวันนี้ยังไม่ได้พาผู้เสียหายมาด้วย เนื่องจากต้องการให้ทางเจ้าหน้าที่สำรวจก่อนว่าจะรับดำเนินการอย่างไร อีกทั้งกลุ่มผู้เสียหายยังคงมีความเสี่ยงและมีความกลัวอยู่มาก ตราบใดที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังไม่มีการประกาศเป็นสาระสำคัญว่าผู้เสียหายเหล่านั้นจะไม่ถูกดำเนินคดี ก็จะไม่มีใครกล้าเปิดตัวออกมา ซึ่งหากไม่สนับสนุนความปลอดภัยให้ปลายทาง ก็จะไม่สามารถสืบสวนไปถึงตัวการใหญ่ในกระทรวงมหาดไทยได้ เพราะเอเย่นต์เหล่านี้หากไม่มีข้าราชการระดับใหญ่เปิดช่องให้ ก็ไม่สามารถกระทำการลักษณะนี้ได้ โดยตัวเอเย่นต์พบว่าเป็นระดับข้าราชการการเมือง หรือข้าราชการ เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 1 คน และปลัด อบต. อีก 4 คน
นอกจากนี้ มีข้อสังเกตในพื้นที่อำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ พบข้อมูลการโอนเงินกันตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม แต่ต่อมาในวันที่ 25 กันยายน ปลัด อบต. คนที่รับโอนเงินได้เสียชีวิตลง แต่กระบวนการยังคงดำเนินต่อ เนื่องจากปรากฏข้อความแชทนัดหมายคุยกันในวันที่ 11 พฤศจิกายน เพื่อนัดกันไปที่หมาย แสดงให้เห็นว่าแม้ปลัดจะเสียชีวิตไปแล้วแต่องคาพยพยังเดินหน้าต่อ และเงินอาจไม่ได้อยู่ที่ปลัดตั้งแตแรก แต่อาจถูกโอนย้ายไปที่อื่น ซึ่งตนไม่ทราบว่าจะเกี่ยวข้องกับกระแสข่าวช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เกี่ยวกับการทุจริตสอบที่จังหวัดมหาสารคาม ที่มีผู้ต้องหาหนีไปถูกจับกุมที่สนามบิน หรือบางรายเสียชีวิตด้วยการทำอัตวินิบาตกรรมตนเองหรือไม่ แต่หลักฐานเส้นทางการเงินที่ตนนำมามอบให้รองเต่านั้น มีสลิปการโอนเงินระบุชื่อเอเย่นต์ชัดเจนทุกคน
สำหรับพฤติการณ์ในกระบวนการดังกล่าว จะมีปลัดเป็นผู้ดำเนินการพูดคุยแชททั้งหมด แต่ใช้ข้าราชการใน อบต. เป็นผู้รับเงินแทน ส่วนเงินสดจำนวนที่เหลือนั้นปลัดเป็นผู้รับเอง ซึ่งแผนการนี้หากไม่เริ่มจากตัวเอเย่นต์ก็จะไม่สามารถเดินต่อได้ เนื่องจากถูกจัดการตัดจบด้วยเงินสดที่นำมากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพหลัก เพราะทาง ป.ป.ช. ยังไม่ได้ดำเนินคดีกับใครเลย
ส่วนวงเงินเรียกรับผลประโยชน์นั้น อยู่ที่รายละ 600,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด เป็นการเรียกรับเงินสำหรับตำแหน่งระดับปริญญาตรีใน อบต. เช่น ตำแหน่งนักวิชาการเงิน และบัญชี รวมถึงสายงานธุรการอื่น ๆ อย่างในพื้นที่อำเภอปะคำ เป็นตำแหน่งสายธุรการ มีการจ่ายเงิน 600,000 บาท ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 แต่เมื่อผลประกาศสอบออกมากลับไม่มีชื่อสอบติด ซึ่งกลุ่มผู้จ่ายเงินมักเป็นผู้มีชื่อเสียงในพื้นที่ที่เป็นข้าราชการ โดยจะได้รับคำยืนยันจากกลุ่มขบวนการว่าไม่พลาดอย่างแน่นอน หรือหากมีกรณีที่หลุดโผไปบ้าง เช่น จ่ายไป 10 คน หลุดไป 2-3 คน ก็จะได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะให้รอในบัญชีต่อไป กระบวนการนี้รวมถึงการรับเคลียร์ รับจบ และรับล้างบัญชี ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงกรณีที่มีการส่งคนมาหา โดยระบุว่าใน อบต. แห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์มีการซื้อตำแหน่งกัน และยังมีกรณีของบุคคลที่เพิ่งพ้นโทษจากคดีค้ายาเสพติดที่ต้องการเข้ามารับราชการด้วย ซึ่งปัจจุบันมีผู้เสียหายที่จ่ายเงินครบถ้วนแต่ไม่มีชื่อติดในบัญชีมาร้องเรียนกับตนแล้วประมาณ 7 คน จากข้อมูลในมือทั้งหมด 14 คน ซึ่งตนเตรียมจะลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ด้วยตนเองเพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่ม
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นความเชื่อมโยงทางการเมืองเนื่องจากเป็นพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ นายภัทรพงศ์ ตอบว่า ตนไม่กล้าที่จะระบุว่ามีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ แต่มีข้อมูลว่า นายก อบต. รายดังกล่าว มีพฤติกรรมไปร่วมรับประทานอาหารกับ นักการเมืองชั้นผู้ใหญ่รายหนึ่ง อีกทั้งยังมีการแชร์โพสต์และไปช่วยหาเสียงด้วย ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าบุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องทุจริตนี้ แต่ชี้ให้เห็นว่ามีความสัมพันธ์ส่วนตัวต่อกัน
นายภัทรพงศ์ กล่าวปิดท้ายว่า ในส่วนของท่าทีของฝ่ายบริหารที่มีคลิปหลุดออกมาว่านายกฯ พูดถึงเรื่องการโกงสอบว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ โดยไม่ได้ดูเนื้อหา หรือกรณีของปลัดที่นำชีวประวัติต่าง ๆ มาเปิดเผยแต่ไม่ได้ระบุแนวทางการดำเนินงานว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป ทำให้ตนไม่มีความเชื่อมั่นในหน่วยงานใดเลยเพราะไม่เป็นเอกเทศ วันนี้มาที่กองปราบฯ ก็มีลักษณะคล้ายจะบอกว่าเป็นเรื่องของ ป.ป.ช. เป็นหลัก ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยนำหลักฐานชุดหนึ่งไปยื่นให้ ป.ป.ช. แล้วแต่ยังไม่ถูกเรียกสอบ นอกจากนี้ ตนอยากตั้งคำถามไปยังสื่อมวลชนและสังคมว่า รายชื่อ 3,000 คน ที่ถูกตรวจเจอว่ากำลังมีความพยายามจะแก้ข้อสอบอยู่นั้น ปัจจุบันมีชื่ออยู่ในบัญชีและถูกบรรจุไปแล้วหรือไม่ ซึ่งตนได้มีโอกาสพูดคุยกับโฆษกรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ทราบว่าจะมีการใช้โมเดลคล้ายกับของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. คือให้บรรจุเข้ารับราชการไปก่อนแล้วค่อยสอยหรือให้ออกในภายหลัง ซึ่งตนมองว่าหากตรวจสอบพบมาตรฐานความรวดเร็วในการจับกุมอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตที่ใช้เวลาเพียง 2 วันในการขอหมายจับและให้ออกจากราชการไว้ก่อนได้ ในกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นทั่วประเทศนี้ก็ควรจะใช้มาตรฐานเดียวกันในการจัดการ.

