โควิด คือ ความผิดประชาชน ?

เป็นวิกฤติที่ไม่มีใครอยากให้เกิด สำหรับ โควิด-19 ที่มาระบาดระลอกใหม่หรือจะใช้คำว่า ระลอกที่ 3 ก็แล้วแต่ มาจนถึงนาทีนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดตรงไหน ตัวเลขจะพุ่งไปแตะวันละเท่าไหร่ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการเรียนรู้ที่จะต้องอยู่กับมันให้นานที่สุดให้รอดให้ได้ บ่อยครั้งที่ประชาชนเข้มแข็ง ดูแลป้องกันตัวเองเต็มที่ แต่ต่างก็ต้องกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการและการจัดการของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ น่าเห็นใจที่สุด คือ บางคนล้มจากวิกฤติคราวที่แล้วยังไม่ทันได้ลุก ดันมาเจอปัญหาใหม่ เหมือนตอกฝาโลงให้ตายกันไปข้างหนึ่ง

วิกฤติหนนี้ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดว่า มีเรื่องสถานบันเทิง ผับ บาร์ เป็นคีย์สำคัญในการแพร่ระบาด จนนำไปสู่การกระจายในหลายพื้นที่ ไปถึงระดับรัฐมนตรี และลามไปถึงคนใกล้ชิด ส.ส. ต่างๆ ต้องกักตัวและตรวจกันให้วุ่น ลามไปวงการบันเทิง เน็ตไอดอล ยูทูปเบอร์ สิ่งสำคัญในตอนนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าต้องล่าแม่มด หาคนผิด แต่ควรจะตั้งคำถามให้มากที่สุดและประคองสติไม่ประมาท เพราะเราไม่รู้ว่า นาทีนี้จะมีความหวังหรือพึ่งใครได้บ้าง

ที่ว่าต้อง  “ตั้งคำถาม” ในครั้งนี้ น่าครุ่นคิดว่า เราอยู่กับโควิดมา 1 ปีกว่า ๆ ทุก ๆ ครั้ง ที่เกิดเหตุระบาดใหญ่ๆ สนามมวย ที่คีย์แมน คือ กองทัพ  บ่อน ที่ใต้กำกับของตำรวจ ขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าว อันเกี่ยวข้องกับทหาร ตำรวจ ฝ่ายมั่นคง มาจนถึงครั้งนี้ที่  VVIP ก็ไม่อาจพ้นจากคำถามถึงบุคคคลในเครื่องแบบอีกจนได้

ที่ว่าตอกฝาโลง ไม่ได้หมายถึงแค่การไม่มีจะกิน แต่หมายถึง ความคาดหวังจากตัวผู้นำประเทศ อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีของเราว่าจะมีวิสัยทัศน์ ในการฉายภาพอนาคตประเทศ ว่าจะเดินหน้าไปทางไหน ด้วยปัจจัยอะไร ท่ามกลางวิกฤตินี้ แต่สิ่งที่ได้รับจาก “สาระ” ของการแถลงการณ์ที่มากกว่าครึ่ง คือ การออกมาบ่น แล้วก็อ่านชื่อวัคซีนผิดๆ ถูกๆ การไม่กล้าใช้คำว่า ล็อคดาวน์ ชี้นิวแขวะ ส.ส.นักการเมืองพรรคอื่น ซึ่งคนก็อดคิดไม่ได้ว่า เป็นการฉวยโอกาสทางการเมือง คำว่า “ต้องชนะ” ของผู้นำ จึงแปรสภาพได้อีกหนึ่งทางคือ “ชนะใคร” ในทางการเมืองหรือเปล่า ? หากเป็นเช่นนี้ จึงเปรียบเหมือนการตายจากวิกฤติและถ้าพอมีแรงจะลุกก็ดันมีคนตอกฝาโลงว่า อย่าเพิ่งลุกมา

เราอยู่ในสังคมที่ประชาชนแทบจะมอง “ความหวัง” ได้ริบหรี่มาก เราไม่ได้ขอให้ผู้มีอำนาจต้องพูดดีพูดไพเราะ แต่อย่างน้อยก็คงไม่ต้องการการชี้นิ้วโทษกันไปมา พวกเขาต้องการการบริหารการจัดการที่ดี มีวิสัยทัศน์ แล้วมี “แผนที่” มี “ไทม์ไลน์” ชัดเจนเชื่อถือได้ว่า สังคมจะเดินไปทางไหน อย่างไร และเมื่อไหร่จะใกล้เคียงภาวะปกติที่สุด

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้น หากใครจดจำได้ ตอนการแพร่ระบาดโรคสยบลงไปในหนแรก รัฐบาลภาคภูมิใจว่านี่คือ ความสำเร็จ แต่แล้วพอมีการลักลอบขนแรงงานต่างด้าว มีปัญหาบ่อน จากความลักลั่นในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบแบบจริงๆ จัง ๆ  ประชาชนบางคนต้องหมดตัวจากวิกฤติ ธุรกิจต้องล้มละลาย สิ่งเหล่านี้เราก็ไม่เห็นผู้นำออกมาแสดงบทบาทอะไรมากนัก

สำคัญที่สุดคือ เหตุการณ์ระบาดระลอกใหม่ครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์ไม่กี่วัน อาจทำให้การแพร่ระบาดในวงกว้างเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเก่า ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดก็คือ จะต้องมีใครกลายเป็นคนว่างงาน ? ล้มละลาย นำมาซึ่งปัญหาครอบครัวและอาชญกรรมอื่นๆ ด้วยหรือไม่ บวกกับสภาพพิษเศรษฐกิจที่แย่มาต่อเนื่องในประเทศก่อนโควิดระบาดจนมาเจอการแพร่ระบาดโรคเลยทำให้ปิดตัวมากขึ้นไปอีก

ตัวเลขในภาคการผลิต กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้รายงานปี 2563 ว่า มีการแจ้งปิดโรงงานไปทั้งหมด 719 แห่ง คนงาน 29,917 คน เงินลงทุนรวม 41,722.30 ล้านบาท  ขณะเดียวกันสภาพัฒน์ฯ ก็รายงานว่าปี 2563 ผลกระทบของ COVID-19 ทำให้การว่างงานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมาก โดยมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 1.69 เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2562 ที่ร้อยละ 0.98 หรือมีผู้ว่างงานประมาณ 6.5 แสนคน สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ประชาชนอยากเห็นทางออกจากผู้นำที่สวมหมวกหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้วย

นอกจากนี้ “คำถามสำคัญ” ที่ประชาชนล้วนสงสัยกันมากในเวลานี้คือ “การฉีดวัคซีน” อันเป็นเสมือน “กุญแจสำคัญ” ในการทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจและสังคมกลับมาได้ จนถึงวันนี้ ตัวเลขที่ทางการรายงานยังไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากร คนที่ได้เข็มที่สองไม่ต้องพูดถึง แต่ภาพ “โลกคู่ขนาน” ต่างประเทศตอนนี้หลายแห่งฉีดกันได้เป็นสิบล้านโดส นั่นหมายความว่า หลายร้อยเท่าของเรา อย่างกัมพูชาที่มีรั้วติดกันก็ฉีดได้มากกว่า จึงน่าคิดว่า ขั้นตอนไปติดอยู่ที่ใดทำไมถึงดูล่าช้า จากที่นายกฯ เคยประกาศเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า จะมีเป้าหมายฉีดให้ได้ 10 ล้านโดส ภายในมิถุนายน  ซึ่งตัวเลขในความเป็นจริงยังห่างไกลอยู่มาก

ประกอบกับ นายกฯ เพิ่งมีการออกมาพูดว่า จะเปิดรับวัคซีนเจ้าอื่นๆ มากขึ้น ไม่ได้ “แทงม้าตัวเดียว” อย่างที่ฝั่งการเมืองขั่วตรงข้ามกล่าวหา แม้ว่าจะเป็นการออกตัวได้ช้า แต่พวกเรา “ก็ยังไม่ไว้วางใจ” ว่าในภายภาคหน้าจะอ้างอะไรในการแก้ต่างให้ตัวเองอีก

จากภาพทั้งหมดทางออกที่น่าจะเป็นความหวังที่สุดในนาทีนี้ คือ ประชาชนต้องดูแลป้องกันตัวเองให้เต็มที่ จะได้ไม่มีใครตำหนิว่า เป็นความผิดของประชาชน ที่ไม่มีจิตสำนึก โดยที่เราอาจไม่ต้องรอวิสัยทัศน์อะไร เราต้องประคองตัวเอาไว้ให้อยู่รอด ไม่ประมาทให้ได้ แล้วก็มองหาโอกาสทางเศรษฐกิจ-ธุรกิจในสภาวะนี้ ประคองตัวให้นานที่สุด ให้สามารถอยู่รอดได้มากที่สุด ถ้าเราไม่เริ่มที่ตัวเอง ก็คงไม่ต้องหวังพึ่งใคร เพราะเราก็เห็น ๆ กันว่า “ทางการรัฐบาล” มีทีท่าอย่างไร ?