ใกล้ถึงเวลา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. คนที่ 15 จะเกษียณอายุราชการจากตำแหน่งในเดือนตุลาคม พร้อมกับต้องส่งไม้ต่อให้กับ ผบ.ตร. คนต่อไป นับเวลาถอยหลัง จากวันที่ 9 เมษายน 2569 ถึง 30 กันยายน 2569 เหลือเวลาเพียง 174 วันเท่านั้น

มาดูทำเนียบรายชื่อ ปีนี้มี รอง ผบ.ตร. ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร. ทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย
(1)พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 43 ดูแลงานกฎหมายและคดี เกษียณอายุราชการปี 2571 ถือเป็นผู้มีอาวุโสสูงในกลุ่มผู้ชิงตำแหน่ง
(2)พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 42 รับผิดชอบงานด้านป้องกันและปราบปราม เกษียณปี 2570 มีประสบการณ์ภาคสนามจำนวนมาก
(3)พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 50 รับผิดชอบงานความมั่นคงและกิจการพิเศษ เกษียณปี 2576 ถูกมองว่าเป็น “ดาวรุ่ง” ที่มีโอกาสอยู่ในตำแหน่งยาวหากได้รับเลือก
(4)พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 43 รับผิดชอบงานตรวจสอบและกำกับมาตรฐานองค์กร
แต่ละคนต่างก็มีความรู้ความสามารถ มีผลการปฏิบัติงานเป็นที่ประจักษ์ การเลือก ผบ.ตร. คนใหม่ จึงต้องดูคุณสมบัติและรายละเอียดต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ที่ผ่านมามักเข้าใจผิดว่า คุณสมบัติของ ผบ.ตร. ต้องเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์ด้านงานสืบสวนสอบสวนและงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเป็นหลักเท่านั้น เพราะกฎหมายเขียนไว้ใน พ.ร.บ.ตำรวจฯ มาตรา 78 (1) จึงมักแปลความหมายในทำนองเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าใครที่มีประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวนหรือป้องกันปราบปรามมากกว่า ย่อมมีความเหมาะสมกับตำแหน่ง ผบ.ตร. มากกว่า
แต่ถ้าพลิกดูกฎหมายให้ละเอียดจะเห็นว่า ประสบการณ์ด้านงานสืบสวนสอบสวนและงานป้องกันปราบปราม เป็นเพียงแค่องค์ประกอบส่วนเดียวเท่านั้น เพราะกฎหมายกำหนดหลักสำคัญว่า ให้นายกรัฐมนตรีคัดเลือกรายชื่อ รอง ผบ.ตร. ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน “โดยคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน” ดังนั้น การคำนึงถึงอาวุโส จึงเป็นเรื่องสำคัญ และต้องหยิบยกมาพิจารณาสำหรับการเลือก ผบ.ตร. ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ส่วนเรื่องความรู้ความสามารถ ยังต้องไปดูอำนาจหน้าที่ของ ผบ.ตร. ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ตำรวจฯ มาตรา 63 ในฐานะผู้บริหารหน่วยงานอีกด้วย เนื่องจาก ตร. เป็นองค์กรราชการขนาดใหญ่ กำลังพลในสังกัดมากกว่า 200,000 นาย มีงบประมาณแต่ละปี มากกว่า 125,000 ล้านบาท ผู้บริหารสูงสุดจึงต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในด้านการบริหารองค์กรเป็นสำคัญ สามารถกำกับดูแล กำหนดแนวทาง แผนการปฏิบัติราชการ ทั้งด้านยุทธศาสตร์ กฎหมาย งบประมาณ กำลังพลและพัสดุ รวมทั้งวางระเบียบ คำสั่ง ให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดปฏิบัติงานต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด ทักษะและประสบการณ์ในการบริหารองค์กร จึงยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาในเรื่องความรู้ความสามารถ เพราะเป็นหน้าที่หลักของ ผบ.ตร. ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ประสบการณ์จากการปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวนและงานป้องกันปราบปราม จึงไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดตัดสินว่าใครจะได้เป็น ผบ.ตร. “อย่างที่เข้าใจกันผิดอยู่ในตอนนี้”
เอาเข้าจริงแล้ว การจะตัดสินว่า รอง ผบ.ตร. คนไหนมีความรู้ความสามารถมากกว่ากัน ก็เป็นเรื่องที่ตัดสินได้ยากทีเดียว เพราะกฎหมายไม่ได้ระบุเกณฑ์ประเมินหรือตัดสินเรื่องความรู้ความสามารถที่เป็นรูปธรรมเอาไว้
เมื่อกลับมาอ่านถ้อยคำกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง กฎหมายระบุว่า “ให้นายกรัฐมนตรีคัดเลือกรายชื่อ รอง ผบ.ตร. … โดยคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน…” ดังนั้น เมื่อปัจจัยการตัดสินเรื่องความรู้ความสามารถยังไม่ชัดเจน ปัจจัยชี้ขาดสุดท้ายที่จะชี้ว่าใครเหมาะสมเป็น ผบ.ตร. อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด อาจต้องใช้เรื่องของ “อาวุโส”
เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ มีการเรียงลำดับกันไว้ ตาม กฎ ก.ตร.แต่สุดท้ายคงต้องรอดูว่า นายกรัฐมนตรี จะนำปัจจัยใดมาใช้ในการคัดเลือกรายชื่อ ผบ.ตร. คนที่ 16 เดือนสิงหาคมนี้ชาวสีกากีจะได้คำตอบพร้อมกัน ว่านายกฯ และ ก.ตร. เลือกจะเอาแบบใหน มันคือตัวชี้วัดระบบคุณธรรม ในองกรค์สีกากี.!!??


