ผู้นำหน่วย ต้อง เร่งกู้กวิกฤตศรัทธา ให้องค์กรตำรวจกลับมา ก่อนจะล่มสลาย

ย้อนไปในวัยเด็ก หลายคนต้องเคยถูกถามว่าโตขึ้นอยากจะเป็นอะไร ? เชื่อได้ว่าคำตอบแรกๆ คงจะหนีไม่พ้นอาชีพ “หมอ” และ “ตำรวจ” จะต้องติดโผอาชีพในฝันของเด็ก ๆ แน่ ขณะเดียวกันภาพยนตร์ในอดีตที่มีอาชีพตำรวจเป็นพระเอก ครั้งหนึ่งเคยเป็นภาพจำที่ดี เป็นฮีโร่ คือ ผู้ที่เข้ามาบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้ประชาชนจับโจรผู้ร้าย ขจัดความอยุติธรรมในสังคม แต่มาวันนี้ในหนังในละครเริ่มเอาสภาพการณ์จริงๆ สะท้อนภาพลักษณ์ที่แท้จริงของตำรวจ ในสายตาประชาชนในปัจจุบันมาสร้างบทหนังบทละคร ล้วนคือของจริงที่คนเจอมากับตัว

ภาพอนุสาวรีย์ที่อุ้มชูดูแลประชาชนที่จำฝังใจ แต่วันนี้ “คนอาจจะไม่รู้สึกเช่นนั้นแล้ว” จึงน่าคิดว่าในปัจจุบันหากเราไปลองถาม “ประชาชน” ว่าคิดยังไงกับอาชีพนี้ ในวันที่พวกเขาเริ่มมี “คำถาม” และ “ทัศนคติต่ออาชีพ” นี้ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตแล้ว ที่กล่าวเช่นนี้  ก็เพราะว่านี่ คือ ยุคแห่งเทคโนโลยี ยุคแห่งโซเชียลมีเดีย ที่หลายคนมีโอกาสได้เห็นเรื่องราว เห็นมุมที่แตกต่างไปจากเดิม ยิ่งคลิปพฤติกรรมในการทำหน้าที่ทั้งจราจร หรือ การไม่รับแจ้งความกรณีที่ประชาชนมีความเดือดร้อน หรือดราม่าที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนทำให้คนชินชา จนแทบเป็นเรื่องปกติ แน่นอนว่าตำรวจน้ำดียังมีอยู่ชัวร์ ยังหาได้แน่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจนเป็นบาดแผลกับประชาชนนั้นทำให้คนจดจำได้มากกว่าและตอกย้ำได้จำฝังใจกว่า จนทำให้ภาพดีๆที่เคยมีเลือนหายไป กลายเป็นบทเรียนที่ประชาชนไม่อยากจะพูดถึง

ข่าวมรสุมในวงการตำรวจที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ทั้งกลายเป็นคนร้ายเสียเองก็มีมาก หรือทำให้ต้นทางยุติธรรมล้มละลายทางความน่าเชื่อถือก็ประจักษ์ให้เห็นอยู่ ประกอบกับภาพลักษณ์องค์กรในลักษณะเกี่ยวพันกับ “รัฐ” กลุ่มทุน กลุ่มอำนาจ จนมีข่าวบ่อยครั้งว่า ใครมาตำแหน่งนี้ได้อย่างไร เป็นเด็กเส้นบ้านไหน ญาติของคนดัง ตระกูลอะไร มากกว่า put the right man on the right job ตำแหน่งสำคัญ ๆ ต่างมีเครือข่าย มีที่ปักหมุดจองไว้ ทำให้คนนอกสงสัยแล้วตั้งคำถามอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า มีอะไรที่เป็นไป “เพื่อประโยชน์ประชาชน” ? ยังไม่ต้องพูดถึงการอภิปรายในสภาถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องวงการสีกากี สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและความศรัทธาต้นทางกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น ดังนั้นการทำในสิ่งที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่ควรทำและต้องทำ

ขณะเดียวกัน เสียง “ปฏิรูปตำรวจ” ที่เราได้ยินกว่ามานานนับทศวรรษ ซึ่งมีหลายคน หลายสูตร ที่พรั่งพรูเสนอกันเข้ามาว่า “สีกากี” ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงอย่างไร มีเป็นร้อยข้อเสนอ แก้กฎหมาย-เพิ่มตำแหน่ง ตั้งหน่วยงานเสริมเพิ่มสรรพกำลังให้ตายอย่างไร จะไม่มีวันทำสำเร็จได้เลย หากไม่ได้เป็นไป “เพื่อรับใช้ประชาชน” เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง เพราะนี่คือ “หัวใจสำคัญที่สุด” เปลี่ยนแปลงให้ตายยังไงถ้าไม่ไปถึงราก ก็จบเห่

ที่สำคัญสังคมสีกากีต้องเลิกวัฒนธรรมแบ่งเกรดโรงพัก หรือการเอาใจทุ่มสรรพกำลังไปดูแลผู้มีบารมี แทนที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ต้องคิดถึงการบริการ ดูแลใส่ใจประชาชนผู้เป็นเจ้าของภาษี สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะกลายเป็น “เกราะป้องกันในการทำหน้าที่” ให้ผลงานและการดูแลประชาชนเป็นตัวชี้วัดศรัทธา ไม่ใช่คิดว่าจะหากำไร ๆ มองหาช่องทางไต่เต้า ทำลักษณะเหมือนประกอบการธุรกิจเพื่อพิชิตตำแหน่ง จนทำลายคนดีๆ ในองค์กรให้พลอยเสียชื่อเสียงไปด้วย

การกลับไป “คำนึงถึงประชาชน” จึงเป็นความเรียบง่ายและคำตอบที่ดีที่สุด เพราะประชาชนจะอยู่กับตำรวจตลอดไป แต่ผู้มีอำนาจ-กลุ่มรัฐ-กลุ่มทุน ยังไงก็มีวันเปลี่ยนแปลงมีขึ้นมีลง มีล้ม มีลุก เพราะอาชีพตำรวจนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนตั้งแต่ตื่นนอนยันหัวถึงหมอน จะออกไปทำงานนอกบ้านเขาก็ไม่ต้องการรถติด

แต่ละวันเขาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเจอโจรปล้นชิงวิ่งราวทรัพย์ ไม่ต้องถูกใครฉ้อโกง หัวถึงหมอนอนหลับสะดวกสบายไม่มีขโมยไม่มีโจร เป็นเรื่องที่เรียบง่าย แต่ทำไมทำได้ยากก็ต้องไปดูว่า ติดกับดักหรืออุปสรรคอะไร แต่อย่างไรก็ตามวันนี้คงยังไม่สายเกินไปที่ศักดิ์ศรี ความศรัทธา ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะรับใช้ผู้มีอำนาจตัวจริง นั่นคือ “ประชาชน” ถึงเวลาที่ ตำรวจต้องยืนให้ถูกจุด