อะไร คือ ทางออกของประเทศ ?

ที่ไม่ต้องสูญเสีย แล้วได้เวลาพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนเสียที

เราอยู่กับรัฐบาลนี้มาแล้ว 2 ปี ขณะเดียวกันอยู่กับ นายกฯ ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนนี้มาเข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว ระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ น่าจะเพียงพอที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างหนึ่งแน่ ๆ ในแง่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ผลที่ปรากฎในความเป็นจริง จากห้วงเวลาที่ผ่านมาเป็นอย่างไรคงไม่ต้องพูดอธิบายเยอะ เพราะ “ประชาชนจะให้คำตอบได้ดีที่สุด”

การอยู่นาน-อยู่ยาวของผู้นำคนปัจจุบัน ดันเป็นห้วงที่ประจวบเหมาะกับยุคดิสรัปชั่นที่ทั้งโลกต้องเผชิญ เป็นยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น คำถาม ถึงคุณภาพชีวิต ความสะดวกสบาย ยุคที่คนเข้าใจเรื่องสิทธิ ทวงถามเรื่องภาษี และงบประมาณกันเสียงดังมากขึ้น โดยที่สามารถสร้างแนวร่วมเป็นแสนเป็นล้าน สร้างความไม่พอใจหมู่มวลได้ภายในไม่กี่วินาที นำไปสู่บรรยากาศที่รัฐบาลไม่ปลื้มได้ง่ายกว่าในอดีต เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำ หรือแค่คลิป 1 คลิป การตะคอกใส่ประชาชน-ทำกิริยาใช้คำไม่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยมาก หากเป็นชาติอื่น เช่น ตะวันตกก็คงมีการขอโทษ-ลาออกกันไปนานแล้ว แต่ของเราเกิดขึ้นบ่อยจนแทบจะเป็นเรื่องปกติตลอด 7 ปีที่ผ่านมา คำถามที่น่าสนใจ คือ ประชาชนคนไทย ทำไมถึง “อดทนเก่ง” ?

ถ้าย้อนมองเหตุการณ์หลายๆ โครงการอะไรต่อมิอะไรที่มีวี่แววได้กลิ่นตุๆ มาจนถึงการใช้ภาษีทำไอโอ (ปฏิบัติการข่าวสาร)  ตลอดจนพฤติกรรมของการ ส.ว. แต่งตั้ง ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนการผ่านกฎหมายจากพวกพ้อง การตั้งญาติพี่น้องมานั่งตำแหน่งสำคัญ ๆ ในแม่น้ำสายต่างๆ ที่ คสช. วางไว้ ไปจนถึงหลายอย่างตรวจสอบไม่ได้ หลายสิ่งที่เกิดขึ้น บรรดารัฐมนตรีที่มีมลทิน หรือ รองนายกฯ คนใน ครม. มีภาพจำเด่นชัดไว้ แต่ทำไมก็ยังอยู่ได้อยู่ดีอยู่ทน จนมีคนพูดติดตลกไว้ว่า ถ้าเหตุกาณ์เหล่านี้ แค่ไปเกิด กับรัฐบาลที่มี นายกฯ ชื่อทักษิณ ชินวัตร คงหลุดจากตำแหน่งไปนานแล้วด้วยซ้ำ แต่ด้วยรัฐธรรมนูญและโครงสร้างทางอำนาจที่ถูกดีไซน์มาให้พวกเขา เช่น ที่มา องค์กรอิสระก็ล้วนมาจาก “แม่น้ำสายเดียวกัน” นั่น คือ คสช. ผู้วางรากฐานต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำในเครือข่ายของอำนาจตัวเองไว้อย่างแน่นหนา จึงทำอย่างไรก็ไม่ได้นอกจาก “อดทน”

แต่ถ้าพูดกันถึงแก่นและรากฐานที่จะเป็นต้นทางสำคัญที่สุด คือ “รัฐธรรมนูญ” อันเป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข แถมมีการปัดตกวาระสามไปเมื่อไม่นานมานี้ จากฝีมือ ส.ว.-ส.ส.พลังประชารัฐ หลังจากมี ส.ว.และ ส.ส.พลังประชารัฐไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก่อนที่ร่างวาระถูกตีตกไป ต้องไปนับ 1 กันใหม่ใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 2 ปี กว่าจะมีประชามติและขั้นตอนต่างๆ ป่านนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คงเป็นนายกฯ เข้าสู่ปีที่ 10 ไปแล้วก็เป็นได้ เพราะหากยังไม่ได้รัฐธรรมนูญฉบับล็อคสเปคนี้ก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอะไรได้

ขณะเดียวกันมองไปปัญหาข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมและน้องๆ นิสิตนักศึกษา  1 ในนั้น คือ เรื่องของรัฐธรรมนูญ ตราบใดถ้าไม่มีการแก้ สถานการณ์บ้านเมืองก็ยังคงไม่นิ่งไม่แน่นอนและคงอยู่กับความขัดแย้งเช่นนี้ไปอีกเรื่อยๆ หากมานั่ง “ครุ่นคิด” ว่าทำไมดูเหมือนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือสถาปนารัฐธณรมนูญใหม่จากการมี สสร.ที่เลือกตั้งจากประชาชนไปร่วมร่างฟังดูยังห่างไกลความเป็นจริงมาก อาจเป็นเพราะความสำเร็จของกลุ่มคนที่มีอำนาจที่มีคนเคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ทฤษฎีแบ่งแยกแล้วปกครอง” ที่ในทางการเมืองและสังคมวิทยา คือ ยุทธศาสตร์การเมือง การทหาร-เศรษฐกิจในการได้มาซึ่งและรักษาอำนาจ ทำให้คนขัดแย้งกันมากจนไม่ได้โฟกัสเรียกร้องต่อสิ่งที่รัฐทำ โดยที่มีมวลชนที่ต้องการแช่แข็งประเทศ ได้ประโยชน์จากกลุ่มการเมืองและอำนาจพิเศษแบบนี้ โดยที่อาจยังไม่ได้คิดถึงความยั่งยืน

เมื่อคำนึงจากสถานการณ์ชุมนุมที่ผ่านมา ตลอดจนการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ท่าทีผู้มีอำนาจ หากยังคงยืนกรานไม่ “เปิดทาง” ให้ประตูความแห่งหวังอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีโอกาสกำหนดอนาคตตัวเองได้มากกว่านี้ เกิดขึ้นได้จริง ๆ  ก็น่าเป็นห่วงว่า ความรุนแรง ความสูญเสียอาจต้องเกิดก่อนถึงจะมีการหยุดคิดกันได้หรือไม่ ? แล้วถึงวันนั้นเราจะเสียดายโอกาส เสียเวลา เสียดายการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจปากท้องของประชาชนไปอีกนานแค่ไหน ดังนั้นอะไรที่ขวางคลอง ขาวงกระแสทานแห่งการเปลี่ยนแปลงอยู่ จึงควรเป็นผู้ที่ต้องปรับเพื่อให้เปลี่ยนแล้วเปิดโอกาสให้ประเทศนี้มีความหวังกว่าที่ควรจะเป็น ในทางออกที่สันติที่สุดนี้ดีหรือไม่ ?