บรรยากาศที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ วันนี้ (10 เมษายน 2569) คึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดยมูลนิธิเมาไม่ขับ, การรถไฟแห่งประเทศไทย, บริษัท ขนส่ง จำกัด และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ “สงกรานต์ปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุทางถนน” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีหลวง พร้อมปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยประชาชนช่วงเทศกาล ภายในงานมีการจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของการเมาแล้วขับ แจกสื่อรณรงค์และสติ๊กเกอร์ให้กับประชาชนที่กำลังเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงวันหยุดยาว
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีวันหยุดต่อเนื่องถึง 5 วัน คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางจำนวนมาก กระทรวงคมนาคมจึงยกระดับมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งการเมาแล้วขับ การขับรถเร็ว และการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ พร้อมกำชับผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะทุกประเภท ต้องตรวจความพร้อมของพนักงานขับรถอย่างเคร่งครัด
หากตรวจพบว่ามีพนักงานขับรถมีแอลกอฮอล์ในร่างกาย จะถูกลงโทษสถานหนัก ทั้งไล่ออก พักงาน หรือปรับเงินเดือน เนื่องจากผู้ขับขี่รถสาธารณะต้องรับผิดชอบชีวิตผู้โดยสารจำนวนมาก และต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่าคนทั่วไป พร้อมย้ำว่า การดื่มแอลกอฮอล์แม้เพียงเล็กน้อยขณะปฏิบัติหน้าที่ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับ 2,000 ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ด้านนายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติจราจรทางบก เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเสนอว่า ในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ตำรวจต้องตรวจวัดแอลกอฮอล์ผู้ก่อเหตุ “ทุกราย” โดยไม่เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากที่ผ่านมา มีประชาชนร้องเรียนจำนวนมากว่า บางกรณีเจ้าหน้าที่ไม่ตรวจแอลกอฮอล์ โดยให้เหตุผลว่า “ไม่พบอาการมึนเมา” ทั้งที่มีหลักฐานเป็นคลิปว่าผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมเข้าข่ายเมาสุรา
นายแพทย์แท้จริง บอกว่า การเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจ อาจนำไปสู่ข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส และกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน รวมถึงสิทธิของผู้เสียหาย จึงเสนอให้ระบุชัดในกฎหมายว่า ต้องตรวจแอลกอฮอล์ทุกกรณีที่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต และหากเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 157
ภายหลังร่วมกิจกรรม “สงกรานต์ปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุทางถนน” นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำอีกว่า ทุกปีในช่วงเทศกาลสำคัญ กระทรวงคมนาคมจะร่วมกับภาคีเครือข่าย รณรงค์ให้ประชาชนเดินทางอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะการงดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับขี่ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุ พร้อมขอให้ประชาชนตระหนักว่า อุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว อาจนำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเสาหลักของบ้าน หากเกิดเหตุขึ้น จะส่งผลกระทบต่อคนข้างหลังอย่างมาก จึงขอให้หลีกเลี่ยงการขับรถหลังดื่ม หากจำเป็นควรพักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ออกไปเสี่ยงบนท้องถนน
ขณะเดียวกัน ได้กำชับเข้มงวดไปยังผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะทุกประเภท ทั้งรถโดยสาร รถตู้ แท็กซี่ และรถจักรยานยนต์รับจ้าง ว่าพนักงานขับรถต้องมีความพร้อมเต็มที่ หากตรวจพบแอลกอฮอล์ในร่างกาย จะมีโทษสูงสุดคือให้ออกจากงานทันที และไม่มีสิทธิอุทธรณ์ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้ออกมาตรการดูแลประชาชนช่วงสงกรานต์ โดยตรึงอัตราค่าโดยสารรถสาธารณะให้อยู่ในระดับปกติไปจนถึงวันที่ 19 เมษายนนี้ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ส่วนมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากผลกระทบด้านพลังงานและค่าครองชีพ กระทรวงคมนาคมได้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยจะมีการพิจารณาในที่ประชุม ครม. นัดพิเศษ ซึ่งขอให้ประชาชนติดตามรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลต่อไป
ด้านนพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. บอกว่า ปีนี้เดินหน้ารณรงค์ผ่านแคมเปญ “ดื่มไม่ขับ คนข้างหลังเป็นห่วง” เพื่อสะท้อนผลกระทบจากอุบัติเหตุที่ไม่ได้กระทบแค่ตัวผู้ขับขี่ แต่ยังส่งผลต่อครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเสาหลัก ทั้งนี้ สสส. ทำงานร่วมกับกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการสื่อสารสาธารณะและใช้ข้อมูลวิชาการ วิเคราะห์จุดเสี่ยงบนท้องถนน เพื่อนำไปสู่การป้องกันอุบัติเหตุในพื้นที่ งานวิจัยพบว่า ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนกว่า 60% มักเกิดเหตุในระยะใกล้บ้าน ไม่เกิน 5 กิโลเมตร ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมดื่มแล้วขับ เช่น การขับรถกลับบ้าน หรือ

