นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวถึงการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ รัฐสภา เพื่อหาทางออกประเทศว่า เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง ที่จะทำให้ประเทศไม่เดินไปถึงทางตัน เพราะการให้ฝ่ายค้าน รัฐบาลและส.ว.ใช้เวทีรัฐสภา แสดงความเห็นก็ดีกว่าการใช้เวทีอื่น ที่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือการใช้ความรุนแรง หรือการรัฐประหาร ดังเช่นปี 2557 ที่เคยพยายามใช้เวทีรัฐสภาในการแก้ปัญหา ซึ่งก็เป็นบทเรียนว่าหากทางออกในสภาเดินต่อไปได้ ความขัดแย้งหรือการลงถนนก็จะคลี่คลายลง ทั้งนี้คาดว่าน่าจะใช้เวลาประชุมประมาณ 2 วัน

ส่วนที่ประชาชนขาดความเชื่อมั่นการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา หลังไม่รับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตนเห็นว่าเป็นแค่คนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อมั่น พร้อมย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อยากล้มก็ล้มเลย ต้องกลับไปถามประชาชน อีก 60 กว่าล้านคน ว่าเห็นด้วยหรือไม่ จุดอ่อนของกฎหมายสามารถแก้ไขได้ แต่จะแก้ประเด็นใดเพื่อผลประโยชน์ของใคร ยังไม่มีความชัดเจน ไม่ใช่ว่า พอไม่พอใจก็จะร่างใหม่ทั้งหมดเหมือนเป็นการเล่นเกมหรือไม่ และเมื่อแก้เสร็จก็จะมีมวลชนที่ต้องการอีกอย่างออกมาเคลื่อนไหวอีก ดังนั้น ต้องยึดหลักการของกฎหมายควบคู่ไปกับการรับฟังของผู้เห็นต่าง โดยเอาผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก ไม่มีใครได้อะไรทั้งหมด

สำหรับการรับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อเปิดประชุมสภาส.ว.จะไม่มีทางเลือกอื่นหรือไม่นั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องปกติที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะกดดัน แต่ ส.ส.และ ส.ว. มีวุฒิภาวะ ต้องตัดสินใจตามข้อเท็จจริง ยึดประโยชน์ของประเทศชาติ การรับหรือไม่รับหลักการเป็นเอกสิทธิ์ และอย่าเพิ่งคิดไปไกลว่าจะไม่รับหลักการ แต่ยืนยันว่าขณะนี้ได้ศึกษารายละเอียดไปไกลแล้ว ซึ่ง 3 ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎร 2 ข้อแรกไม่น่าจะมีปัญหา แต่ข้อที่ 3 เรื่องปฏิรูปสถาบัน ต้องดูเรื่องความเหมาะสมด้วย