รองศาสตราจารย์พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณะบดีพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)และประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวในเวทีเสวนาวิชาการยื้อแก้รัฐธรรมนูญ ยื้อปฏิรูปตำรวจ คนไทยยังรอไหวหรือไม่ โดยกล่าวถึงกรณีที่รัฐสภา ยื้อเวลาการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระรับหลักการเมื่อ 24 กันยายนที่ผ่านมา โดยมั่นใจว่า พรรคพลังประชารัฐ วางแผนไว้ล่วงหน้า เพราะเชื่อว่า วุฒิสภา จะไม่เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพรรคพลังประชารัฐ รวมถึงวุฒิสภา อาจไม่เต็มใจกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการตั้ง ส.ส.ร. สวนทางกับพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้น จึงต้องหาวิธีการที่เลื่อนการลงมติออกไป เพราะมิเช่นนั้น จะเกิดปรากฏการที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะตกเพราะเสียงข้างน้อยของ ส.ว. ดังนั้น จึงต้องซื้อเวลาอีก 1 เดือน เพื่อไปกล่อมเกลาพรรคร่วมรัฐบาลอื่น หารือการลงมติใหม่

ขณะเดียวกัน ยังเห็นว่า การถ่วงรั้งดังกล่าว ยังเกิดผลกระทบ และยังเกิดความเข้าใจผิดในการตั้ง ส.ส.ร. เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า จะเป็นการตีเช็คเปล่าให้ ส.ส.ร. ทั้งที่อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นของประชาชน และยังเห็นความแตกแยกในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างชัดเจนในการเลื่อนการโหวตลงมติ ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย พร้อมหวังว่า การยื้อแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ จะเป็นครั้งสุดท้าย และมองการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อระบอบการปกครองของไทย

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า นอกจากยื้อรัฐธรรมนูญแล้ว ยังยื้อการปฏิรูปตำรวจด้วย โดยนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในตำแหน่งมายาวนานเกือบ 8 ปี ก็ไม่เกิดการปฏิรูปตำรวจที่เป็นรูปธรรม เพราะผู้นำอ่อนแอ จนทำให้เกิดปัญหาในกระบวนการยุติธรรมตลอดมา