นายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการที่รัฐใช้มาตรการล็อคดาวน์ประเทศเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้การประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการประสบความยากลำบาก หลายธุรกิจไม่สามารถเปิดกิจการได้ เพราะต้องปฏิบัติตามมาตรการของรัฐ ว่า หลายธุรกิจต้องปลดคนงาน ซึ่งจากการประเมินของภาคเอกชนคาดว่าในเดือนมิถุนายน จะมีแรงงานตกงานราว 7.13 ล้านคน เป็นแรงงานทั้งในและนอกระบบประกันสังคม ขณะนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงคือธุรกิจเอสเอ็มอี และหากการระบาดของโควิด-19 ยืดยาวเกินเดือนมิถุนายน วิกฤติจะลามไปกระทบธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงธุรกิจส่งออกขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้ตัวเลขคนตกงานสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ จากวิกฤติโควิด-19 จะเป็นบทเรียนใหญ่หลวงแก่รัฐบาล ที่ลังเล เชื่องช้า ไม่รอบคอบ แม้แต่การเยียวยาประชาชน รัฐบาลก็ล้มเหลว ทำได้ไม่ทั่วถึง และไม่ทันเหตุการณ์ รัฐต้องเร่งเยียวทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วเพื่อต่อชีวิตของประชาชนที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลควรเตรียมการคลายล็อคกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้คนไทยได้ทำงานโดยมีมาตรการทางสาธารณสุขที่เหมาะสม ควรรีบยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก ฉุกเฉิน)รวมทั้งเลิกเคอร์ฟิว แต่มาใช้อำนาจตามกฎหมายปกติแทนจะสามารถสร้างบรรยากาศการลงทุนได้ ที่สำคัญคือประเทศไทยในช่วงต่อจากนี้ไปมีโอกาสดีที่จะพลิกวิกฤติโควิดให้เป็นโอกาสอันดี เพราะประเทศไทยจะเป็นที่สนใจทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุน การศึกษา การส่งออกสินค้าต่างๆ รวมถึงเป็นแดนสวรรค์ที่ใครก็อยากมาพักอาศัยทั้งชั่วคราวและถาวรรัฐบาลต้องเตรียมการและวางแผนรองรับโอกาสเหล่านี้ให้ดี