“ช่วง 100 วันอายุรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บรรยากาศทางการเมืองดูครึกครื้นเป็นพิเศษ แกนนำม็อบหลายคนที่ขัดแย้งกันแบบผีไม่เผาเงาไม่เหยียบรวมตัวนัดกินข้าวแล้วบอกว่าเป็นห่วงบ้านเมือง ผ่านไปหนึ่งวันเกิดฝนตกทั่วกรุงช่วงฤดูหนาว จะตรงกับสุภาษิตไทยบทไหนไม่ขอคาดเดา”

ตามด้วยนายทักษิณ ชินวัตร พ่อนายกรัฐมนตรี ประกาศลั่นกลางวงสัมมนาพรรคเพื่อไทยว่าพรรคร่วมรัฐบาลใครไม่อยากอยู่ให้บอกมา ทำให้บรรดาพรรคร่วมรับบาลอยู่ในอาการขี้หดตดหาย กลัวถูกเขี่ยพ้นรัฐบาลออกมาแก้ตัวพัลวันว่ายังแนบแน่นกันอยู่ บนเวทีที่นายทักษิณ ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ”โครงการเสริมศักยภาพสส.และบุคลากรทางการเมือง”มีหลายประเด็นถูกมองว่าแสดงบทบาทผู้จัดการรัฐบาลตัวจริงเสียงจริง พูดแทนนายกรัฐมนตรีด้วยท่าทีดุดันไม่ว่าจะประเด็นรัฐมนตรีหนีประชุมไม่ร่วมลงมติพระราชกำหนดเกี่ยวกับมาตรการทางภาษีระหว่างประเทศ แบบนี้ไม่ใช่เลือดสุพรรณที่ต้องไปด้วยกันหรือไม่ใช่ลูกผู้ชาย รวมถึงชี้แนวทางให้รัฐบาลแพทองธารทำในปี 2568
กลายกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างโดยฝ่ายแค้นที่รัฐบาลเพื่อไทยทำอะไรก็ผิดบอกว่าอาการเหลิงลมกลับมาแล้ว หรือ น.ส.แพทองธารแค่หุ่นเชิดที่มีพ่อคอยเชิดอยู่ตลอดเวลา หรือตั้งคำถามว่าจะมาเลี้ยงหลานแต่ทำไมครอบงำรัฐบาลตลอดเวลา ขณะที่ฝ่ายเชียร์หรือฝ่ายแบกบอกว่านายทักษิณทำถูกแล้วเพราะช่วยชี้แนะการทำงานให้รัฐบาล หลายโครงการที่นายทักษิณนำเสนอล้วนเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมไม่ว่า สร้างบ้านเพื่อคนไทย ปรับลดค่าไฟฟ้า หรือจัดการปัญหารัฐวิสาหกิจ ที่ขาดทุน เป็นต้น
จากบทบาทของนายทักษิณได้ฟังจากพรรคพวกที่เป็นคอการเมืองหลายคนบ่นให้ฟังในทำนองว่าทำไมนายทักษิณถึงได้แสดงบทบาทได้มากมายขนาดนี้
“จอมมารน้อย”เลยบอกว่าต้องทำใจ เพราะนับแต่นายทักษิณกลับมาเพื่อรับโทษ กลายเป็นนักโทษพิเศษที่ไม่ต้องนอนคุกแม้แต่วันเดียว แถมกลับมาช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกต่างหาก นี่แหละการปกครองระบบประชาธิปไตยแบบไทยๆที่มากด้วยระบบอุปถัมภ์ ใครมีอำนาจทางการเมืองถ้าผิดทำกฎหมายมักจะได้รับการปฏิบัติแบบพิเศษ ให้ดูกรณียึดครองเขากระโดงมีนักการเมืองใหญ่มากบารมีเข้าไปเกี่ยวข้อง ศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ยังไม่สามารถที่ยึดกลับมาเป็นของรัฐได้เลย
แม้แต่ในยุคที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อรัฐประหารยึดอำนาจใช้มาตรา 44 ให้อำนาจเต็มกับคณะรัฐประหาร ยึดที่ดินที่ชาวบ้านบุกรุกกลับคืนมาจำนวนมาก จนเกิดคำถามว่าแล้วที่ดินเขากระโดงกว่า 5 พันไร่ปล่อยให้รอดหูรอดตาไปได้อย่างไร ?
หรือล่าสุดกรณีไร่ภูนับดาว รีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี ถูกกล่าวหาว่าสร้างบนที่ดิน ส.ป.ก.แถมมีข่าวสะพัดว่าสาวหวานใจบิ๊กการเมือง มีชื่อเอี่ยวด้วย จนเกิดกระบวนการตรวจสอบอย่างแข่งขัน จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต่างทราบว่ากระทรวงนี้ ร.อ.ธรรมนัสพรหมเผ่า สส.พรรคพลังประชารัฐ มีกำลังภายในสูงล้ำ แม้ไม่นั่งในตำแหน่งเจ้ากระทรวงก็ตาม
เมื่อกระบวนการตรวจสอบมีแนวโน้มจะสาวถึงหวานใจบิ๊กการเมือง เกิดปรากฏการณ์พิเศษขึ้นเมื่อที่ประชุมพรรคพลังประชารัฐ ลงมติขับสส.กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พ้นจากสมาชิกพรรค ทั้งที่ผ่านมากรรมการพรรคพลังประชารัฐ ปล่อยให้สส.กลุ่มนี้อยู่ในอาการหวานอมขมกลืนมานาน เพราะยืนอยู่ฝั่งรัฐบาล สร้างความประหลาดใจให้กับสังคมอย่างยิ่ง จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการขับส.ส.กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส เพื่อแลกเปลี่ยนไม่ให้ขุดคุ้ยประเด็นที่กล่าวหาว่าไร่ภูนับดาว สร้างรีสอร์ทบนที่ดิน ส.ป.ก.หรือไม่? เพราะหลังจากนั้นมีการสั่งเบรกไม่ให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีโปรแกรมไปตรวจสอบที่ดินไร่ภูนับดาว โดยอ้างว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ดำเนินการ
แม้แกนนำพรรคพลังประชารัฐบางคนจะออกมาปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่สังคมมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะ หากนำมาต่อเป็นจิ๊กซอว์จะเห็นเป็นภาพที่ใกล้เคียงกันมาก เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะสั่งให้สืบสวนสอบสวนยึดที่ดิน ส.ป.ก.แปลงนี้คืนพร้อมดำเนินคดีกับผู้บุกรุก สังคมถึงจะเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกัน
จากปรากฏการณ์ที่ยกมาพอสะท้อนให้เห็นว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในประเทศไทยมิได้เป็นไปตามที่ทฤษฏีประชาธิปไตยแบบสากล ที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจตามที่ได้ศึกษาหรือเรียนรู้มาแต่อย่างใดแต่เป็นระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ มากด้วยระบบอุปถัมภ์ ที่กลุ่มผู้กุมอำนาจทั้งหลายคอยกำหนดให้เป็นเท่านั้น หากผลประโยชน์ของกลุ่มผู้กุมอำนาจถูกลิดรอน จะสร้างกระแสให้ประชาชนในสังคมเกิดความชังกันแล้วทหารจะลากรถถังออกมาก่อรัฐประหาร จัดระเบียบให้ผลประโยชน์ที่ถูกลิดรอนกลับมาเหมือนเดิม แล้วประชาธิปไตยแบบไทยๆจะกลับมาเบ่งบาน
ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนคนธรรมดาอย่างพวกเราจะทำได้มีเพียงอย่างเดียวคือ ทำใจ !!!


