นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ค กล่าวว่าแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 กำลังกระจายตัวเป็นวงกว้างครอบคลุมไปทั่วโลกตอนนี้ รวมไปถึงประเทศไทยที่ตอนนี้สถานการณ์กำลังดีขึ้นทีละน้อย แต่ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่เราต้องคำนึงถึงและร่วมกันแก้ไขนั่นก็คือ “ภัยแล้ง” ซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ท่ามกลางสงครามโควิด-19 โดยมีประชาชนหลายภาคส่วนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้งซ้ำเติมเข้าไปอีกเช่นเดียวกัน โดยเมื่อปลายปี 2562 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2563 มีการคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะประสบปัญหาภัยแล้งในหลายพื้นที่ เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่เคยตกเป็นปกติถึง 1,500 มิลลิเมตรต่อปี จะมีปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเพียง 800 มิลลิเมตรต่อปีเท่านั้น ทำให้ทั่วประเทศไทยจะถูกภัยแล้งปกคลุมอย่างหนักร่วม 70 จังหวัด ฝนไม่ตก น้ำไม่เพียงพอทำการเกษตร มีเพียง 7 จังหวัดในแถบภาคใต้ฝั่งอันดามันที่มีน้ำฝนเพียงพอ อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่แห้งแล้ง นอกนั้นขาดแคลนและแห้งแล้ง

นายนริศ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีหน่วยงานเล็กๆ หน่วยหนึ่งที่มีภารกิจที่ใหญ่โต คือ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในอดีตไม่แน่ใจว่ายืนอยู่อย่างไร แต่มาวันนี้มายืนเป็นแถวหน้าสำหรับการปัญหาภัยแล้งในปีนี้และยุคนี้ โดยอธิบดีกรมทรัพยากรนำ้บาดาล คือนายศักดา วิเชียรศิลป์ เป็นบุคคลที่มุ่งมั่นจริงจังในการทำงานทุกเรื่อง จนกรมเล็กๆ กลับเป็นความหวังสูงสุดของเกษตรกร และพี่น้องประชาชนทั่วไป วันนี้ไม่ว่าใครขาดแคลนนำ้ก็จะนึกถึงกรมทรัพยากรนำ้บาดาล แม้ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณ เครื่องไม้เครื่องมือ และบุคลากร แต่กรมนี้ก็ได้สร้างผลงานอันเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับกระทรวง ทส. ได้มากมายทีเดียว โดดเด่นไม่น้อยกว่ากรมใดๆเลย

“ผมในฐานะผู้แทนราษฎรด้วย ได้เห็นเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นจำนวนมากร้องขอให้กรมทรัพยากรนำ้บาบาดาล เข้าไปช่วยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ของเขา หลายคนอภิปรายชมการทำงานของกรมนี้ และหลายท่านร้องขอให้รัฐบาลเพิ่มเติมสิ่งที่กรมนี้ขาดแคลนอยู่บ่อยครั้งในสภาฯ เพราะต่างเชื่อมั่นว่ากรมทรัพยากรน้ำบาดาลเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการจัดหาแหล่งน้ำบาดาล ตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศในยามแห้งแล้งนี้ได้ ต่างเชื่อตรงกันว่า แล้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ช่วยได้” นายนริศ ขำนุรักษ์ กล่าว

นายนริศ กล่าวอีกว่า แต่อย่างไรก็ตามการบูรณาการร่วมกันของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำ ตลอดจนสำนักงานทรัพยากรนำ้แห่งชาติ และอีกหลายหน่วยงานที่ทำภารกิจเกี่ยวกับนำ้ ต้องร่วมกันในการจัดหาแหล่งน้ำ และการกระจายนำ้สู่ภาคเกษตร และประชาชนทั่วไป รวมทั้งภาคอุตสาหกรรม จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานกันอย่างจริงจัง ถึงจะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนนำ้ได้อย่างถาวร

“จากสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังย่ำแย่อยู่ขณะนี้ทั้งวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป การตกงานแบบฟ้าผ่า หรือการทำงานจากที่บ้านจนทำให้เกิดการใช้ไฟฟ้าแบบก้าวกระโดด รวมไปถึงการดูแล ป้องกันและรักษาสุขภาพที่เคร่งครัดมากขึ้น ล้วนแล้วแต่เป็นผลกระทบมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้มันจะยากแต่ก็อยากให้เราประชาชนทุกคนอย่าได้หมดกำลังใจไปเสียก่อน หากเราร่วมมือร่วมใจกัน เราและประเทศไทยก็จะสามารถฝ่าฟันวิกฤตการณ์นี้ไปได้อย่างแน่นอน อย่าลืมประหยัดน้ำกันด้วยนะครับ” นายนริศ กล่าว