3 พ.ค.นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) 2540 โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า ขอเรียกร้องไปถึงคณะที่ปรึกษาด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่มีน.พ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานและ ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ เป็นรองประธาน ได้นัดประชุมโดยเร็วเพื่อจะได้มีข้อเสนอถึงนายกรัฐมนตรีให้แก้ไขปัญหาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

ความจริง นายกฯควรตั้งคณะที่ปรึกษา ชุดนี้มาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่มีการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินและได้ออกมาตรการให้คนเก็บตัวอยู่บ้านซึ่ง ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับคนทั่วไป ทั้งประเทศ การตั้งศูนย์ย่อย10ศูนย์ภายใต้ศูนย์ใหญ่ศบค.ก็มิได้ช่วยให้ความเดือดร้อนบรรเทาเบาบางลง หรือแม้แต่การเยียวยา5,000บาทก็ดูจะล่าช้า ไม่ทั่วถึง ยุ่งยากซับซ้อน นำมาซึ่งความวุ่นวายจนเกิดการประท้วงขึ้น

นายบุญเลิศกล่าวว่า กลุ่มประชาชนที่เดือดร้อน มีมากมายซึ่งได้ปรากฏตัวตนและเสียงเรียกร้องผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ กลุ่มที่ควรได้รับความเห็นใจมากที่สุดคือ กลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคมเช่น คนพิการที่มีมากถึง 2 ล้านคน คนเร่ร่อน คนว่างงาน คนมีหนี้สินในครัวเรือน เป็นต้น

“คนเหล่านี้ต่างรู้สึกว่า ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะเข้าไม่ถึงการลงทะเบียนรับเงินเยียวยา5,000บาท เนื่องจากหลักเกณฑ์ยุ่งยากซับซ้อน นอกจากนี้ยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่อยู่ในสารบบของการช่วยเหลือจากรัฐบาล คนที่รู้สึกจนตรอก ไม่มีทางไป ไม่รู้จะหันหน้าไปหาใครในยามสิ้นหวัง จึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย ถึงวันนี้ก็เกือบ 30 คนแล้ว”

อดีตสสร.2540กล่าวอีกว่าขณะนี้สมาคมคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยได้เปิดรณรงค์รวบรวมรายชื่อ โครงการ”หยุดทิ้งคนพิการไว้ข้างหลัง ขอเงินเยียวยาโฮลวีต 5,000 บาทให้คนพิการด่วน! ผ่านเว็บไซต์ Change.org เรียกร้องต่อกระทรวงการคลัง” โดยนาย สุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมได้ระบุว่า คนพิการรอไม่ได้แล้ว

ก่อนหน้านี้ คนพิการ ก็เดินทางไปยื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงการคลัง ถึงที่กระทรวง แต่ก็ไม่รับการตอบสนอง กรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงพม.ก็ไม่ได้ผลักหาทางช่วยเหลือเยียวยาเท่าที่ควร

“ขอฝากไปถึง หมอจรัสและอาจารย์เทียนฉาย
ในฐานะผู้นำ คณะที่ปรึกษา ผลกระทบเศรษฐกิจและสังคม จะให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสต่างๆที่มีอยู่จำนวนมาก รีบเสนอแนวทางข้อปฏิบัติให้นายกฯพิจารณาดำเนินการ อะไรที่เป็นปัญหาอุปสรรคหรือข้อขัดข้อง ควรผลักดันให้นายกฯได้แก้ไข”