รัฐสภา, วันที่ 10 ส.ค.69 – นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการแข่งขันโต้วาทีสร้างสรรค์สังคม “สภาวาที” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รอบ 16 ทีม Season 3 โดยกล่าวปาฐกถาพิเศษว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เห็นโครงการ “สภาวาที” เกิดขึ้น ซึ่งเป็นโครงการที่มีหลักคิดตามแนวทาง “สุ จิ ปุ ลิ” มุ่งสร้างเยาวชนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี โดยเปรียบเยาวชนเป็น “ไม้อ่อน” ที่สามารถดัดให้เติบโตไปในทิศทางที่เหมาะสม โดยเฉพาะในยุคสังคมออนไลน์ การใช้คำพูดและการสื่อสารมีความสำคัญอย่างมาก จึงควรใช้ให้เป็นและใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม
ประธานรัฐสภา กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมตัดสิน ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าแข่งขันได้รับความยุติธรรมอย่างเต็มที่ และสิ่งที่ต้องการเห็นในสังคม คือ “ความยุติธรรม” โดยเวทีแห่งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมให้แก่เยาวชน

นายโสภณ ได้กล่าวถึงการแสดงความอาลัยว่า การยืนถวายความอาลัยในทางพุทธศาสนา ถือเป็นการบูชาบุคคลที่ควรบูชา โดยสมเด็จพระพันปีหลวงฯ ทรงเป็นบุคคลที่ควรบูชา ขณะที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเป็นต้นแบบของความเสมอภาค โดยเฉพาะการเสด็จไปทรงงานและติดตามสารทุกข์สุกดิบของผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม และแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
ประธานรัฐสภา ยังแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ว่า เมื่อวานนี้ (9) ตนได้ไปให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งสิ่งที่สังคมต้องการเห็นคือ “สังคมแห่งความรัก” โดยการแข่งขัน “สภาวาที” ไม่ได้มุ่งหวังให้เยาวชนเอาชนะกัน แต่ต้องการสร้างความรัก ความเข้าใจ และการใช้เหตุผลร่วมกัน เพราะเยาวชนคืออนาคตของประเทศ จึงต้องการให้โครงการดังกล่าวขยายไปสู่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ รวมถึงตระหนักถึงอุดมการณ์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและสังคม

ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ตนเป็นคนที่ “พูดแล้วทำ” โดยที่ผ่านมาได้จัดเวิร์กช็อปเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด และคาดว่าจะผลักดันการขับเคลื่อนกฎหมายยาเสพติดเข้าสู่การพิจารณาในสมัยประชุมหน้า พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างทักษะให้แก่เยาวชน โดยเฉพาะการใช้หลัก “สุ จิ ปุ ริ” ได้แก่ ฟัง คิด ถาม และเขียน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้และการใช้เหตุผล และขอฝากถึงนักเรียนและเยาวชนในฐานะที่เคยเป็นครูว่า ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง ซึ่งตนยึดหลัก “รักโรงเรียนเหมือนบ้าน รักงานเหมือนชีวิต” และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับควรเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกฝ่ายเร่งถอดบทเรียน และร่วมกันสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของการเป็น “คนดี” โดยได้ให้ความหมายของคนดีว่า คือคนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และสามารถเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้เช่นกัน
“หวังว่าสภาวาที จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างเยาวชนให้รู้จักใช้เหตุผล ใช้คำพูดอย่างสร้างสรรค์ และร่วมกันสร้างสังคมที่มีความรัก ความยุติธรรม และความเข้าใจ” นายโสภณ กล่าว

