มศว.ผนึกกำลังถกวิกฤตฝุ่น! ชู ‘จัดการทางสังคม’ สยบ PM2.5 เชียงใหม่-นครนายก ทางรอดเมืองไทยสู่สุขภาวะยั่งยืน

กรุงเทพฯ — มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ผนึกกำลังหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการจัดการทางสังคม จัดสัมมนาวิชาการระดับชาติ “จากมลพิษทางอากาศ สู่เมืองสุขภาวะที่ยั่งยืน: บทบาทของการจัดการทางสังคม” ที่หอประชุมอาคาร ศ.ดร.สาโรช บัวศรี มศว ประสานมิตร ระดมผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้นำชุมชน และประชาชนร่วมงานคับคั่ง หวังหาทางออกวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพคนไทยต่อเนื่อง

พิธีเปิดงานเริ่มต้นด้วยการกล่าวรายงานโดย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา ตามด้วยคำกล่าวต้อนรับจาก ศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดี มศว ก่อนไฮไลต์สำคัญคือปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “จากการจัดการต้นเหตุ สู่ความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาดและเมืองสุขภาวะที่ยั่งยืน” โดย น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เน้นย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการผนึกกำลังทุกภาคส่วน ตั้งแต่รากหญ้าถึงระดับนโยบาย เพื่อสยบวิกฤตฝุ่นควันอย่างยั่งยืน

จากนั้นได้เปิดเวทีเสวนาพิเศษ “จากองครักษ์สู่ประสานมิตร” ถอดบทเรียนความสำเร็จจากการลดการเผาในพื้นที่นครนายก ก่อนเข้าสู่วงเสวนาใหญ่โดยวิทยากรระดับประเทศ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีต รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา, นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และนายสรรเสริญ คำทอง นายอำเภอปากพลี จ.นครนายก ร่วมเจาะลึก 6 ประเด็นท้าทาย ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านจาก “ลดการเผา” สู่การจัดการมลพิษทั้งระบบ, การประสานงานข้ามเขตปกครอง, พลังการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน, ความเป็นธรรมทางสังคมด้านอากาศสะอาด, การแปลงข้อมูลวิจัยเป็นความตระหนักรู้ และบทบาทมหาวิทยาลัยในฐานะ “ปัญญาของสังคม”

นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ปีนี้เชียงใหม่มีสัญญาณเสี่ยงไฟป่าและฝุ่นควันรุนแรง จึงวางแผนทำงานเชิงรุกตลอดปีบน 3 หลักการ คือ เปิดทุกภาคส่วนร่วมแก้ปัญหา ใช้ข้อมูลวิจัยประกอบการตัดสินใจ และติดตามประเมินผลต่อเนื่อง ทั้งจุดความร้อน พื้นที่ป่าเสียหาย จำนวนวันฝุ่นเกินมาตรฐาน และผลกระทบสุขภาพ พร้อมเตรียมแพลตฟอร์มเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนติดตาม และระดมทุนสร้างแรงจูงใจให้หมู่บ้านที่ลด-เลิกเผา

ด้าน นายสรรเสริญ คำทอง นายอำเภอปากพลีชี้ปัญหาเชิงโครงสร้าง พื้นที่นาลุ่มต่ำกว่า 45,500 ไร่ หลังเก็บเกี่ยวเหลือฟาง-ตอซังจำนวนมาก แต่การเก็บขนออกมีต้นทุนสูงกว่า 2,000 บาทต่อไร่ ทำให้เกษตรกรบางส่วนยังเลือกเผา แม้จะขอความร่วมมือแล้วก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายทำได้ยากเพราะไฟลามข้ามแปลงต่อเนื่องกันเป็นผืนใหญ่ อำเภอจึงเร่งประสานกรุงเทพฯ หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชน หาทางจัดการฟางที่เกษตรกรทำได้จริง พร้อมเปิดทางนักลงทุนพัฒนาการใช้ประโยชน์จากฟางข้าว

ขณะที่ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีต รมว.การท่องเที่ยวฯ เสนอโมเดลแก้ปัญหาด้วยโครงการที่สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน ให้ประชาชนร่วมออกแบบและติดตามผลด้วยข้อมูลเปิด เริ่มทำงานตั้งแต่ก่อนฤดูฝุ่น พร้อมเสนอให้กระทรวงการคลังและตลาดทุนช่วยจัดหาเงินทุนสนับสนุนโครงการลดการเผาที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามจังหวัดและข้ามพรมแดน เพราะ “มลพิษไม่มีเขตแดน แต่การบริหารมีเขตแดน”

เวทีสัมมนาครั้งนี้ถูกมองเป็นหมุดหมายสำคัญ ที่จะผลักดัน “การจัดการทางสังคม” ให้เป็นกุญแจคืนอากาศบริสุทธิ์ และวางรากฐานสุขภาวะยั่งยืนให้สังคมไทยในระยะยาว