รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมืองและการเลือกตั้ง มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์จดหมายถึงนายกรัฐมนตรี ว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยอาศัย พรก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เป็นกรณีที่รัฐบาลเห็นว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 เป็นสถานการณ์ทีทำให้ประเทศอยู่ในภาวะคับขัน และมอบอำนาจให้แก่นายกรัฐมนตรีในการดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จากกรณีที่ประชาชนทั้งประเทศ ยังไม่สามารถหาซื้อหรือได้มาซึ่งหน้ากากอนามัยราคาถูกและมีคุณภาพอย่างแท้จริง ซึ่งสะท้อนถึงกลไกการดำเนินของภาครัฐที่มีจุดอ่อน ช่องว่าง หรือขาดประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ยิ่งเมื่อดูถึงสถิติการส่งออกหน้ากากอนามัยที่กรมศุลกากรเผยแพร่ ว่ามีหน้ากากอนามัยที่ส่งออกในรอบ 3 เดือน (ธันวาคม 2562 ถึง กุมภาพันธ์ 2563) เป็นหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ 28.9 ตัน และ หน้ากากอนามัยประเภทอื่น 465.9 ตัน รวมแล้วถึง 494.8 ตัน หรือหากเทียบเคียงเป็นจำนวน อาจใกล้เคียงจำนวน 200 ล้านชิ้น ในภาวะที่ประชาชนต้องการการป้องกันตนเองจากการแพร่กระจายของโรคร้าย การมีหน้ากากอนามัยเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลพึงดำเนินการเป็นการเร่งด่วน จึงใคร่ขอเสนอให้ ฯพณฯ ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (6) และ (9) ของ พรก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนี้

  1. สั่งให้ห้ามส่งออกหน้ากากอนามัยทุกประเภทออกนอกราชอาณาจักร โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆอีก (เดิมยกเว้น การอนุญาตจาก อธิบดีกรมการค้าภายใน)
  2. สั่งให้โรงงานผลิตหน้ากากอนามัยทุกประเภท ทุกโรงในประเทศ เปลี่ยนรูปแบบการผลิตเป็นหน้ากากอนามัยที่ใช้ในทางการแพทย์และเพื่อแจกจ่ายประชาชน และระดมการผลิตแบบ 24 ชม.
  3. สั่งให้มีการสนับสนุนวัตถุดิบที่เพียงพอ และ ลดต้นทุนในการนำเข้า โดยอาจลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบเหลือ 0% หรืออาจมีการโยกโอนงบประมาณของหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่อสนับสนุนโรงงานในการผลิตหน้ากากอนามัย
  4. หลังจากที่มีหน้ากากอนามัยจำนวนเพียงพอต่อบุคลากรทางการแพทย์ สมควรให้มีการแจกจ่ายโดยจัดส่งหน้ากากอนามัยถึงบ้านให้แก่ประชาชน อย่างน้อยครัวเรือนละ 4 ชิ้น (ใช้งบประมาณสนับสนุนของทางราชการ) โดยสั่งการให้บริษัทไปรษณีย์ไทยเป็นผู้ดำเนินการ ประชาชนจะได้หน้ากากเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน