ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ผนึกตลาดหลักทรัพย์ฯ ดัน “ไม่เทรวม” แยกขยะทั้งเมือง พร้อมเตรียมรับมือความเสี่ยงด้านพลังงาน

76

(12 มี.ค.69) เวลา 09.30 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมงาน Climate Care Talk : รู้ทันมาตรการจัดการขยะ “โครงการไม่เทรวม” ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งกรุงเทพมหานครร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดขึ้น โดยมี นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารความเสี่ยงองค์กรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาชิก Climate Care และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี ณ หอประชุมศุภรีย์ แก้วเจริญ ชั้น 3 อาคาร B ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เขตดินแดง

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครมุ่งผลักดันให้ประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมกันแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เนื่องจากขยะจำนวนมากยังมีคุณค่าและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ แต่เมื่อขยะเปียกปะปนกับขยะประเภทอื่น จะทำให้การนำกลับมาใช้ประโยชน์ทำได้ยาก และสุดท้ายต้องนำไปฝังกลบ ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษและก๊าซเรือนกระจกที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม กทม. จึงส่งเสริมให้ครัวเรือนแยกขยะเป็นประเภทต่าง ๆ เช่น ขยะเปียก ขยะรีไซเคิล และขยะทั่วไป เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด และลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบให้น้อยลง สำหรับมาตรการจูงใจนั้น ครัวเรือนทั่วไปเดิมเสียค่าธรรมเนียมเก็บขยะเดือนละ 20 บาท ปรับเป็น 60 บาท แต่หากมีการแยกขยะและลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน พร้อมส่งหลักฐานการแยกขยะทุก 6 เดือน จะยังคงจ่ายในอัตราเดิม 20 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น ห้างร้านหรือธุรกิจต่าง ๆ จะมีการปรับอัตราค่าธรรมเนียมเก็บขยะเพิ่มขึ้นตามปริมาณขยะที่ทิ้ง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจัดการขยะภายในองค์กร เช่น การแยกขยะเปียก การรีไซเคิล หรือการนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนในการจัดการขยะได้อีกด้วย

ในส่วนของภาคธุรกิจและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สามารถเริ่มต้นได้จากการจัดการขยะภายในองค์กร เช่น การแยกขยะในสำนักงาน การลดการใช้พลาสติก หรือกำหนดนโยบายลดขยะ เช่น การรณรงค์ให้พนักงานใช้กระติกน้ำส่วนตัวแทนขวดพลาสติก ซึ่งจะช่วยลดขยะได้จำนวนมากในแต่ละปี ทั้งนี้ กทม. ใช้งบประมาณในการจัดการขยะปีละประมาณ 7,000 ล้านบาท แต่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมเพียงประมาณ 600 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องลดปริมาณขยะและเพิ่มการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้ระบบการจัดการขยะของเมืองมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้กล่าวถึงความกังวลด้านพลังงาน ว่า กทม. ได้ประเมินความเสี่ยงในกรณีที่อาจเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันจากสถานการณ์โลก เนื่องจากภารกิจสำคัญของเมืองต้องใช้รถจำนวนมาก โดยเฉพาะรถเก็บขยะกว่า 2,000 คันที่ต้องปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงรถพยาบาล รถดับเพลิง และรถบรรทุกน้ำ กทม. จึงได้ประสานผู้จำหน่ายน้ำมันเพื่อเตรียมแหล่งสำรองรองรับภารกิจสำคัญของเมือง พร้อมประเมินปริมาณการใช้น้ำมันในแต่ละวัน และวางแผนบริหารจัดการการใช้งานให้เหมาะสม โดยในระยะยาวยังมีแนวทางทยอยปรับเปลี่ยนรถเก็บขยะบางส่วนเป็นรถไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงและกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน

“การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากความร่วมมือของทุกคน เพราะขยะทุกชิ้นเกิดจากการใช้ชีวิตของพวกเราทุกคน หากช่วยกันแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดภาระของเมือง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้กรุงเทพมหานครก้าวสู่เมืองที่ยั่งยืนในอนาคต”

ด้านนาย รองรักษ์ กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พัฒนา Climate Care Platform เครื่องมือช่วยองค์กรจัดเก็บข้อมูลและคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกแบบเรียลไทม์ ครอบคลุมการใช้ทรัพยากร เช่น เชื้อเพลิง ไฟฟ้า น้ำ กระดาษ พลาสติก รวมถึงการจัดการขยะและของเสีย ปัจจุบันมีองค์กรเข้าร่วมกว่า 1,000 แห่ง พร้อมกันนี้ยังผลักดันการจัดการขยะภายใต้แนวคิด Zero Waste to Landfill ร่วมกับอาคารสำนักงานและสถานประกอบการ โดยปี 2568 สมาชิกแพลตฟอร์มสามารถคัดแยกและบริหารจัดการขยะได้กว่า 14,077 ตัน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 19,621 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรการจัดการขยะ “โครงการไม่เทรวม” ของกรุงเทพมหานคร ที่มุ่งลดปริมาณขยะฝังกลบ และส่งเสริมการจัดการขยะอย่างยั่งยืน