วันที่ 24 สิงหาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้กำกับดูแลภารกิจด้านการปกครองท้องถิ่น ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการกรณีการทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีรายชื่อที่อยู่ในกระบวนการดำเนินการ 5,925 ราย โดยขณะนี้ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่รวมถึงการทำให้เจ้าหน้าที่และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีความมั่นใจในกระบวนการ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่พบว่า นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งมีข้อกังวลต่อการลงนามในคำสั่งที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสถานะของบุคคลและอาจมีข้อพิจารณาทางกฎหมายตามมา จึงต้องการความชัดเจนว่า การดำเนินการในแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยหลักฐาน ข้อกฎหมาย และอำนาจหน้าที่ส่วนใดในการประกอบการตัดสินใจ
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวต้องแยกออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน คือ การดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และการคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตก็ต้องทำควบคู่กัน
“เรื่องนี้เราไม่ได้ต้องการเพียงให้มีคนลงนามให้ครบตามจำนวน แต่ต้องการให้ทุกการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย เพราะคนที่ทำหน้าที่ก็ต้องมั่นใจว่า สิ่งที่ตัวเองปฏิบัติเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และกระบวนการที่ถูกต้อง”
“คนผิดต้องรับผิดตามกระบวนการ แต่คนที่ทำงานตามหน้าที่ก็ไม่ควรถูกปล่อยให้ต้องตัดสินใจอยู่กับความเสี่ยงเพียงลำพัง หน้าที่ของส่วนกลางคือทำให้หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติมีความชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน”
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยย้ำว่า การแก้ปัญหาครั้งนี้ต้องเดินหน้าโดยไม่กระทบสิทธิของผู้สอบที่สุจริต ขณะเดียวกันต้องไม่เปิดช่องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตหลุดพ้นจากกระบวนการเพียงเพราะขั้นตอนการปฏิบัติในพื้นที่มีข้อกังวล
ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวมีกรอบเวลาที่กำหนดไว้ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และกระทรวงมหาดไทยยืนยันแนวทางให้การดำเนินการเป็นไปตามมติและอำนาจหน้าที่ของแต่ละระดับ โดยก่อนหน้านี้มีการเปิดช่องให้ผู้สอบตรวจสอบคะแนนในกรณีที่ไม่ปรากฏรายชื่อ เพื่อให้กระบวนการมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
“ผมยืนยันว่าเราไม่ได้ถอยเรื่องการจัดการทุจริต แต่ในเวลาเดียวกันเราต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ให้กับคนที่ทำหน้าที่ เรื่องนี้ต้องจบทั้งสองด้าน คือ คนผิดต้องเข้าสู่กระบวนการ และคนสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม”
นายวรศิษฎ์กล่าวด้วยว่า ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ติดตามข้อขัดข้องจากพื้นที่และเร่งสร้างความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่ผู้ปฏิบัติไม่กล้าตัดสินใจเพราะเกรงว่าจะเกิดความผิดพลาดภายหลัง
“เร่งกระบวนการได้ แต่ต้องไม่เร่งจนคนทำงานต้องตัดสินใจโดยไม่มีหลักยึด ทุกฝ่ายต้องทำงานบนข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความรับผิดชอบร่วมกัน”
สำหรับเป้าหมายของการดำเนินการครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดการรายชื่อ 5,925 ราย แต่คือการทำให้ระบบการสอบแข่งขันกลับมาได้รับความเชื่อมั่น และทำให้ผู้ที่เข้าสอบด้วยความสุจริตได้รับสิทธิและโอกาสตามผลคะแนนที่ถูกต้องอย่างเป็นธรรม
“เรื่องนี้ต้องจบด้วยความจริง ไม่ใช่จบเพียงเพราะครบกำหนดเวลา” นายวรศิษฎ์กล่าว




