เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้ โดยกฎหมายมีผลบังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือ 24 สิงหาคม 2569
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือการเปิดทางให้ นิรโทษกรรมแก่บุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง สำหรับการกระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึง 16 กรกฎาคม 2568 ครอบคลุมช่วงเวลากว่า 20 ปี
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าคดีทุกประเภทจะได้รับนิรโทษกรรม เพราะกฎหมายกำหนดข้อยกเว้นสำคัญไว้หลายกลุ่ม โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับ การทุจริต การเลือกตั้งโดยทุจริตหรือไม่เป็นธรรม ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คดีความมั่นคงบางประเภท คดีก่อการร้าย ความผิดต่อชีวิตและร่างกาย ความผิดทางเพศ ยาเสพติด อาวุธปืน คอมพิวเตอร์ และความผิดร้ายแรงอื่นตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ
หัวใจสำคัญอีกประการ คือการตั้ง “คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธาน พร้อมตัวแทนและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายฝ่าย รวมถึงฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และภาคประชาสังคม เพื่อทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยว่า บุคคลใดหรือการกระทำใดเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรม
คำวินิจฉัยของคณะกรรมการในเรื่องดังกล่าวให้ถือเป็นที่สุด และมีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง
สำหรับผู้ที่เข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรม หากคดียังอยู่ระหว่างสอบสวน ให้ระงับหรือยุติการดำเนินคดี หากอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล ให้ศาลยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบ ส่วนผู้ที่ถูกพิพากษาและกำลังรับโทษ ให้การลงโทษสิ้นสุดลงและปล่อยตัว
นอกจากนี้ หากมีการบันทึกประวัติอาชญากรรมจากความผิดที่ได้รับนิรโทษกรรม กฎหมายกำหนดให้ถือว่าประวัติดังกล่าว เป็นอันสิ้นผลและไม่ให้นำไปใช้เป็นโทษแก่บุคคลนั้น พร้อมให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องลบข้อมูลประวัติความผิดทางอาญาดังกล่าว
กฎหมายยังเปิดช่องสำหรับ ผู้กระทำความผิดที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งไม่อยู่ในข่ายนิรโทษกรรม หากคณะกรรมการเห็นว่าการกระทำมีมูลเหตุจากความขัดแย้งทางการเมืองและสมควรใช้แนวทางฟื้นฟู สามารถเสนอให้ใช้ มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา ตามกระบวนการของศาลเยาวชนและครอบครัวได้
ส่วนความเสียหายทางแพ่งที่เกิดแก่หน่วยงานของรัฐจากการกระทำที่ได้รับนิรโทษกรรม กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ยุติการดำเนินคดีหรือการบังคับคดีในส่วนที่เกี่ยวข้อง ขณะที่สิทธิของบุคคลอื่นที่มิใช่หน่วยงานรัฐในการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งยังคงได้รับการคุ้มครอง
ทั้งนี้ เหตุผลท้ายพระราชบัญญัติระบุว่า ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญความแตกแยกและความขัดแย้งทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การดำเนินคดีกับประชาชนจำนวนมาก กฎหมายฉบับนี้จึงมีเป้าหมาย คลี่คลายผลพวงจากความขัดแย้ง ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง และสร้างเงื่อนไขให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
พระราชบัญญัติกำหนดให้คณะกรรมการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับจากการประชุมครั้งแรก และสามารถขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้
ท่านสามารถคลิกฉบับเต็มที่นี่




