ยกเลิกสอบท้องถิ่นกว่าครึ่งหมื่น สะท้อนการโกงเป็นเรื่องปกติของไทย 

6

มติคณะกรรมการกาลงการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น(กสถ.)ให้ยกเลิกผลการสอบแข่งขัน หลังตรวจพบความผิดปกติของคะแนนสอบผู้สอบรวม 5,924 คน  โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทวงมหาดไทย แถลงหลังการประชุมพร้อมระบุว่าตรวจสอบคะแนนผู้สมัครสอบทั้งหมดกว่า 270,000 คน จากผู้สมัครกว่า 400,000 คน จะมีการประกาศบัญชีผู้สอบแข่งขันฉบับใหม่หลังตรวจสอบรายละเอียดเสร็จแล้ว


                  สาเหตุหลักเพราะมีการทุจริตอย่างเป็นกระบวนการที่ผู้ปกครองของผู้สมัครสอบยินดีจ่ายเงินระหว่าง 300,000-500,000 บาท เพื่อแลกให้ลูกหลานเข้ารับราชการ จากตัวเลขที่ยกเลิกสื่อหลายสำนักทำเป็นกราฟิกแยกแต่ละจังหวัดพบว่ากระจายอยู่ทุกจังหวัด มีสุราษฏร์ธานี นำโด่ง 242 คน ตามด้วยปทุมธานี 181 คน จำนวนเท่ากับนนทบุรี พังงาและอำนาจเจริญรั้งท้ายจังหวัดละ 1 คนเป็นต้น

                   การสืบสวนสอบสวนจะสาวไปถึงถึงระดับไหนและผู้สอบแข่งขัน 5,942 คนจะถูกดำเนินคดีกี่คนหรือกันไว้เป็นพยานเพื่อเอาผิดคนรับเงินวิ่งเต้นกี่คน ต้องติดตาม คอยตรวจสอบกันอย่างใกล้ชิดเพราะเป็นมหกรรมการโกงที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

                   จากปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนความจริงอันข่มขืนว่าการโกง หรือทุจริต กลายเป็นเรื่องปกติที่คนไทยต่างรับรู้และรับได้  ตัวเลขกว่า 5 พันคนอธิบายความได้ดีที่สุด เพราะทุกคนยินดีจ่ายเงิน 300,000-500,000 บาท  แลกกับการเข้ารับราชการด้วยเงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000 บาท  คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ระดับกลางถึงรากหญ้า พวกมีฐานะดีหรือระดับสูงขึ้นไป คงไม่สมัครสอบบรรจุเป็นข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแน่นนอน

                          ถ้าตั้งคำถามว่าทำไมผู้ปกครองของผู้สมัครสอบถึงกล้าที่จะจ่ายเพื่อให้ลูกหลานเข้ารับราชการ จะได้คำตอบตรงกันว่าอาชีพรับราชการมีความมั่นคง ระหว่างรับราชการมีสวัสดิการทั้งตัวเองและครอบครัว เกษียณอายุมีเงินบำนาญเลี้ยงจนตาย

                      หากตั้งคำถามว่าเมื่อจ่ายแล้วไม่กลัวโดนเบี้ยวหรือ ? ตอบไม่อยากเช่นกัน เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็น แถมบอกปากต่อปากเป็นที่รับรู้กันมานานแล้ว นับแต่ยุครัฐบาลปราบโกงเข้ามามีอำนาจ การสอบบรรจุข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้กลายเป็นเครื่องมือทำมาหากินของผู้มีอำนาจบางคนในยุคนั้นมาตลอด ผู้สมัครสอบทุกคนที่จ่ายเงินหัวละ 500,000-700,000 บาท สมหวังกันทุกคน

                 ซึ่งนักการเมืองทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น ข้าราชการในพื้นที่ต่างรับทราบกันดี หลายคนเป็นนายหน้าหาลูกค้าอีกต่างหาก แต่ยุคนั้นไม่ได้เป็นข่าวฉาวและไมมีการร้องเรียน เพราะสมหวังทั้งผู้ให้และผู้รับ เนื่องจากแบ่งโควตาหาลูกค้ากันอย่างชัดเจน คีย์แมนที่คุมจะเข้มงวดตามสไตล์นักรบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุฉาวโฉ่ ทำเสียภาพลักษณ์รัฐบาลปราบโกง

                ครั้นรัฐบาลปราบโกงหมดอายุขัยลง  การสอบบรรจุข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่น ออกแนวสะเปะสะปะ  โควตาที่จัดสรรให้นายหน้านำไปเร่ขายเกินจำนวนที่รับไป และนายหน้าบางคนดักไซแห้ง ผู้สมัครที่จ่ายเงินไปแล้วดันไม่มีชื่อ จึงร้องเรียนองค์กรอิสระให้สอบสวน กลายเป็นประเด็นฉาวโฉ่ไปทั่วโลก

            ที่ยกมาเสนอไม่ได้คาดหวังว่าคดีทุจริตสอบบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น จะได้รับการสะสางแบบหมดจดถึงขั้นลากคอไอ้โม่งที่บงการและรับทรัพย์อยู่เบื้องหลังเข้าคุกตามด้วยการยึดทรัพย์แต่อย่างใด เพราะเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่าโอกาสเกิดขึ้นอยากมาก

               ที่ยกมาเสนอเพื่อสื่อสารว่าการโกงหรือการทุจริต ได้กลายเป็นเรื่องปกติของเมืองไทยไปแล้ว  ถ้าไม่ใช้เรื่องปกติคนระดับกลางถึงรากหญ้ากว่าห้าพันคนคงไม่กล้านำเงิน 300,000-500,000 บาท  มาจ่ายเพื่อแลกกับลูกหลานได้เข้ารับราชการ และเชื่อว่าส่วนใหญ่ถ้าไม่ขายทรัพย์สินก็กู้จากเจ้าหนี้มาอย่างแน่นอน

           แต่ถ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อยากจัดการแก๊งอาชญากรทุจริตสอบท้องถิ่นแบบถอนรากถอนโคน หรือปิดชื่อถือพฤติกรรมมีอยู่จริง ต้องนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน เพื่อให้ทีมสืบสวนสอบสวนได้รู้สึกอุ่นใจว่ามีนายกรัฐมนตรียืนเป็นกำแพงให้พิง และเพื่อให้ผลการสอบสวนดูสมบูรณ์ประชาชนมองภาพแค่มิติเดียวก็รู้ว่าไอ้โม่งที่งาบผลประโยชน์นับพันล้านต้องติดคุกแน่นอน นายอนุทินต้องประกาศให้ผู้สมัครสอบที่คะแนนผิดปกติทั้ง 5,924 คน ออกมายืนยันว่าจ่ายเงินให้ใครแล้วกันไว้เป็นพยานแทนเอาผิด

      ถ้านายอนุทินกล้าทำตามแนวทางที่เสนอ คดีทุจริตสอบบรรจุเป็นข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่นจะไม่เป็นมวยล้มต้มคนดู แถมช่วยสยบข่าวว่าเงินกว่าสี่พันล้านได้ขนไปให้ผู้มีอำนาจบางคนใช้หนี้พนันบอลนั้นเป็นข่าวเท็จปั่นขึ้นมาใส่ร้ายกันเท่านั้น !!!