ถ้าจับสถานการณ์ทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต่างมุ่งที่ห้ำหั่นกับเกมอำนาจมากกว่าที่จะใส่ใจกับความทุกข์ยากของประชาชน ทั้งปัญหาปากท้องที่คนส่วนใหญ่ของประเทศตั้งแต่ระดับกลางถึงรากหญ้าเผชิญอยู่ พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยทั้งในตลาดสดและตลาดนัดแทบจะเอาตัวไม่รอด รวมถึงเกษตรกรที่ราคาพืชผลดิ่งเหวหนี้สินท่วมตัว

นอกจากนี้ยังมีหลายแสนครอบครัวต้องอยู่กับความทุกข์ตรมที่สมาชิกในครอบครัวตกเป็นทาสยาเสพติด ทั้งยาบ้า กัญชา ยาอี ยาไอซ์และกระท่อม โดยหัวหน้าครอบครัวต้องก้ำกลืนที่ต้องเจียดเงินให้กับลูกหลานใช้จ่ายกับยาเสพติด ซึ่งพิษร้ายจากยาเสพติดได้ทำลายความสุขและความอบอุ่นภายในครอบครัวแบบที่ พ่อ แม่ พี่ น้อง ต้องอยู่กันอย่างหวาดผวา เพียงแค่สมาชิกตกเป็นทาสเพียงคนเดียวเสมือนตกนรกกันไปทั้งครอบครัว
ขอตัวอย่างจากที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา นางสมพร อายุ 45 ปี ชาวอ.เฉลิมเกียรติ จ.บุรีรัมย์ แจ้งความจับลูกชายวัย 24 ปี มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ โดย เธอเล่าว่าลูกชามีพฤติกรรมทำร้ายเธอหลายครั้ง รวมถึงข่มขู่เอาเงินจากตากับยาย หากไม่ได้จะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและข่มขู่ ทำลายข้าวของภายในบ้าน และนำทรัพย์สินบางส่วนไปขายเพื่อนำเงินได้ใช้
“ครอบครัวต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงมานานกว่า 10 ปี เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุรนแรงขึ้นอีกเมื่อใด ที่ผ่านมาเคยประสานเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือ นำลูกชายเข้าบำบัดหลายครั้ง แต่พอกลับมาอยู่บ้าน พฤติกรรมเดิมๆจะเกิดซ้ำอีก”นางสมพรระบุและว่า ที่ผ่านมาลูกชายสร้างปัญหาให้ครอบครัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติจากการใช้สารเสพติด
ขณะที่แม่นางสมพรเล่าว่าหลานมีพฤติกรรมข่มขู่เรียกเงินจากคนในบ้าน ถ้าไม่ได้ตามที่ต้องการจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว ทำลายข้าวของภายในบ้าน คนในครอบครัวต้องอยู่ด้วยความระมัดระวัง เพราะเกรงจะเกิดเหตุบานปลาย ซึ่งบรรยากาศลักษณะนี้ขอฟันธงได้เลยว่าเกิดขึ้นทุกชุมชน ทุกหมู่บ้าน อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2-3 ครอบครัว หรือแม้แต่หมู่บ้านหรูราคาหลักล้านถึงหลายสิบล้าน มีอยู่ไม่น้อยเพียงแต่กลุ่มผู้มีฐานะมักจะไม่ปรากฏเป็นข่าวเพราะมีกำลังทรัพย์พอที่จะรับมือได้
ดังนั้นคงไม่ต้องสาธยายให้มากความว่าการแพร่ระบาดยาเสพติดในประเทศ ได้กลายเป็นเรื่องปกติเหมือนการทุจริตคอร์ชั่นไปแล้ว และเกินกว่าที่หน่วยงานรัฐไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ตำรวจ และป.ป.ส.จะรับมือได้แล้ว
แต่เมื่อจับความเคลื่อนไหวของรัฐบาลที่ยกเป็นวาระแห่งชาติ ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศมาหลายเดือนแล้ว ดูเหมือนว่าไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แบบที่ชาวบ้านสัมผัสได้เลยว่าเอาจริง นอกจากแถลงผลการจับกุมยาเสพติดยึดของกลางได้มหาศาล
ที่ยกบรรยากาศของครอบครัวที่สมาชิกตกเป็นทาสยา เพื่อสื่อสารไปถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่าต้องให้สำคัญกับการแก้ปัญหายาเสพติดแบบจริงจังครบวงจร ทั้งส่งผู้เสพบำบัด ลุยปราบปรามแบบเฉียบขาดเพื่อสร้างสิ่งแวดใหม่ปลอดยาเสพติดเพื่อป้องไม่ให้ผู้ผ่านการบำบัดกลับมาเสพซ้ำ ได้แล้ว โดยนายอนุทิน ต้องนั่งหัวโต๊ะบัญชาการเอง พร้อมตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบอย่างชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้หน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องแถมไม่มีอำนาจสั่งการข้าราชการ นำไปสร้างอีเวนต์แบบฉาบฉวยละเลงงบประมาณแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
แต่เมื่อมาดูบทบาทของนายอนุทิน ห้วงเวลานี้แล้วไม่ได้โชว์ให้เห็นว่าจะปราบจริงแบบครบวงจรตามที่ชาวบ้านตั้งความหวังไว้ว่าจะเอาจริงเหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร แถมบทบาทจะหนักไปทางสุขนิยมเดินสายร้องเพลงหรือบางครั้งสวมบทตลกหลวงอีกต่างหาก
ดังนั้น ถ้านายอนุทิน เห็นว่าการแพร่ระบาดของยาเสพติดไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ไม่ต้องแก้แบบบูรณาการ ขอให้สวมบทตลกหลวงแบบยาวไปเลยจนกว่าจะหมดวาระ ส่วนชาวบ้านที่สมาชิกในครอบครัวตกเป็นทาสยา ขอให้ใช้ชีวิตแบบหวาดผวาต่อไปตามที่ยกตัวอย่าง เช่นเดียวกับชาวบ้านทั่วไปต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง เพื่อจะได้ไม่ต้องพบเจอกับพวกคลั่งยาที่ก่อเหตุให้เห็นแบบรายวัน
ครั้นเวลาทอดยาวออกปัญหาหมักหมมและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คุณภาพประชากรถดถอย อย่าว่าจะเกิดความวิบัติเลย แม้แต่แผ่นดินอาจจะถูกต่างชาติรุมทึ้งจนคนไทยกลายเป็นประชากรชั้นสองก็เป็นได้ !!!





