วอนผู้บริหาร ระดับ ตร.ทบทวน 1โรงพัก 2 ชุมชนยั่งยืนแก้ยาเสพติด ชี้เปลืองงบฯ-ไร้ผล-ทำงานหลักด้อย

2


                           
        อาจจะเป็นความตั้งใจของผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ระบาดในทุกชุมชนให้เบาบางลง ด้วยการผลักดันโครงการชุมชนยั่งยืน มี กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.)เป็นผู้ผลักดันหลักพร้อมจัดหางบประมาณให้โรงพักขับเคลื่อนงานวางเป้าหมาย 1 โรงพัก 2 ชุมชน


                 โครงการนี้เริ่มดำเนินการในยุคของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)มี บช.ปส.เป็นเจ้าภาพหลัก ทุกโรงพักต้องขานรับเพราะเป็นนโยบายของตร.
               
ซึ่งหลักการเหตุผล เป้าหมาย วัตถุประสงค์ ขั้นตอนการปฏิบัติ ของโครงการเขียนไว้เป็นอย่างดี ระดมความร่วมจากทุกภาคส่วนในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนของชุมชุน โดยมอบหมายให้โรงพัก เป็นเจ้าภาพหลักตั้งแฟ้มรายงานนำเสนอ
                ระยะแรกโครงการดำเนินไปด้วยดี เพราะอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน ผู้บริหาร ตร.ให้ความสำคัญ กำชับ ตรวจเข้ม ระยะเวลาดำเนินโครงการครั้งละ 6 เดือน
               แต่เวลาผ่านไปเพียงปีกว่าๆไม่แน่ใจว่าโครงการนี้ทางผู้บริหาร ตร.ได้ประเมินผลหรือไม่ว่าบรรลุเป้าหมายแค่ไหน แต่ยังขับเคลื่อนต่อจนกลายเป็นภาระหนักให้กับหัวหน้าโรงพักไปแล้ว  
             

หัวหน้าโรงพักแห่งหนึ่งในภาค 4 สะท้อนว่า ผลการดำเนินงานโครงการชุมชนยั่งยืนที่ต้องการคืนผู้เสพยาให้กับชุมชนค่อนข้างไร้ผล แม้จะผ่านกระบวนการบำบัด ฝึกอาชีพ พอพ้นระยะที่เข้าร่วมโครงการ ผู้เสพกลับไปเสพเหมือนเดิมเพราะสภาพแวดล้อมไม่ได้เปลี่ยนเลย เพราะชุมชนที่ไม่ได้ร่วมโครงการทั้งผู้เสพและผู้ค้าอยู่ครบ
                   
“ยกตัวอย่างโรงพักที่ดูแลพื้นที่ทั้งอำเภอจะมีหมู่บ้านอย่างน้อย 50-60 หมู่บ้าน แต่มีแค่ 2 หมู่บ้านเข้าร่วมโครงการ หมู่บ้านที่เหลืออยู่ในสภาพเดิม แม้ตำรวจจะลุยปราบปรามแต่ยาเสพติดระบาดหนักเกินที่ตำรวจท้องที่จะรับมือได้”หัวหน้าโรงพักระบุและว่ามีโรงพักไม่น้อยที่ทำแบบแกนๆเพียงเพื่อให้มีแฟ้มไว้ให้ผู้บังคับบัญชาตรวจเท่านั้น สาเหตุมาจากงบประมาณที่ บช.ปส.จัดลงไปให้นั้นล่าช้า โรงพักไหนเศรษฐกิจดีสามารถหาสำรองจ่ายไปก่อนได้ จนกว่าจะได้รับงบประมาณ
          หัวหน้าโรงพักยังบอกอีกว่า การลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการแต่ละครั้งต้องเชิญ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้นำท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง มาร่วมคัดกรอง ตำรวจในฐานะเจ้าของแฟ้มต้องควักกระเป๋าเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายไปก่อน หรือการฝึกอาชีพจะเชิญอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคสอนอาชีพ ต้องควักกระเป๋าเป็นค่าใช้จ่าย
          “นอกจากต้องสำรองจ่ายไปแล้ว ยังต้องระดมตำรวจเข้ามาช่วยเพื่อให้งานลุล่วง ทั้งสืบสวน จราจร และปราบปราม ที่ต้องระดมแบบนี้เพราะโรงพักส่วนใหญ่อัตรากำลังพลมีไม่ครบตามที่กำหนดอยู่แล้ว กลับมาเจอคำสั่งให้ไช่วยราชการมีทั้งคำสั่งจริงและคำสั่งผี หัวหน้าโรงพักพูดไม่ออก เพราะผู้การฯหรือผู้บัญชาการสั่งมา”หัวหน้าโรงพักระบุและว่าทุกวันนี้ต้องจัดสายตรวจและตำรวจสืบสวน ออกตรวจเฝ้าระวังครอบครัวที่มีข้อมูลว่าสมาชิกเสพยาจนหลอนหรือถึงขั้นจิตเวท เพราะมีคำสั่งจากผู้บังคับชาว่าหากโรงพักไหนเกิดเหตุทำร้ายร่างกาย เผาทรัพย์สิน หรือจับตัวเป็นตัวประกัน เพราะอาการหลอน หัวหน้าโรงพักต้องทำรายงานชี้แจงละอย่างละเอียด หากเหตุผลฟังไม่ขึ้นจะถูกคาดโทษอีกต่างหาก ส่งผลให้งานด้านอื่นที่เป็นงานหลักด้อยประสิทธิภาพลง
   
หัวหน้าโรงพักคนเดิมชี้แนะว่าอยากให้ผู้บริหารตร.ทบทวนว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่ แต่จากพูดคุยกับหัวหน้าโรงพักด้วยกันไม่ต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ขอให้ยกเลิกพร้อมเสนอแนะว่าถ้าจะแก้ปัญหายาเสพติดให้บรรลุเป้าหมายจริง ผบ.ตร.ต้องหารือกับนายกรัฐมนตรีแล้วเสนอแนะว่าต้องให้นายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ตร. กองทัพ ปปง. สำนักงานศาลยุติธรรม อัยการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม เป็นต้น มาร่วมระดมสมองวางแผนทั้งปราบปราม บำบัด ยึดทรัพย์ ทุกคดีที่ขึ้นสู่ศาลต้องรวดเร็วและลงโทษขั้นสูงสุดพร้อมประชาสัมพันธ์ให้สังคมรับรู้โดยเร็ว เพื่อจะได้กำราบทั้งผู้ค้าและผู้เสพไปในตัว
             “กระบวนการบำบัดใช้ค่ายทหารให้ทหารดำเนินการฝึกร่างกายทำควบคู่กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในขั้นตอนการเลิกยา สภาพแวดล้อมภายนอกต้องปราบปรามแบบเด็ดขาด ซึ่งตำรวจทุกโรงพักพร้อมที่จะลุยอยู่แล้ว  พอผู้เสพที่ผ่านการบำบัดออกมาจะไม่เจอสิ่งแวดล้อมเดิมๆอีก”หัวหน้าโรงพักระบุและว่านายกรัฐมนตรีต้องใช้มาตรการเดียวกับสมัยนายทักษิณ ชินวัตร และพร้อมเป็นผู้นำในทุกสถานการณ์เพราะปัญหายาเสพติดรุนแรงเกินกว่าตำรวจท้องที่และฝ่ายปกครองเกินจะรับมือแล้ว 
   
ข้อมูลที่นำเสนอนี้ไม่แน่ใจ ผบ.ตร. ผู้ช่วย ผบ.ตร., ผบช.ปส. ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ได้รับทราบบ้างหรือไม่ ?
   
ซึ่งอาจจะเคยรับรู้เพียงบางส่วนจากหัวหน้าโรงพักเป็นสายตรงผู้บังคับบัญชาหรืออาจจะไม่เคยได้รับรู้รับฟัง เนื่องจากหัวหน้าโรงพักไม่กล้านำเสนอเพราะกลัวจะถูกตำหนิแล้วจะกระทบไปถึงความก้าวหน้าในหน้าราชการ
  ดังนั้น”ประดู่แดง”ขอเป็นสื่อกลางสื่อไปถึงผู้บริหาร ตร.ช่วยตรวจสอบพร้อมประเมินผลว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อหรือจบไปพร้อมกับ ผบ.ตร.ในปีงบประมาณนี้ !!!