
ยามนี้ ”ภูเก็ต” ฉายาไข่มุกแห่งอันดามัน กลายเป็นจังหวัดที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษเพราะเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยผลประโยชน์ในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการท่องเที่ยว ประกอบธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต และธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย
จึงเป็นที่หมายปองของบรรดานักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ พาเหรดกันเข้าไปลงทุน ส่งผลให้เป็นที่หมายปองแบบพิเศษของทั้งข้าราชการและนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ที่จะใช้อำนาจเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้องอย่างเต็มไม้เต็มมือ
นักธุรกิจในเมืองภูเก็ตส่วนใหญ่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าภูเก็ตคือแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาล ที่ส่งข้าราชการเข้ามากอบโกยทั้งเข้ารัฐและเข้าตัวเอง โดยที่ภาครัฐแทบจะไม่เอื้อประโยชน์หรืออำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชนหรือภาคธุรกิจเท่าที่ควร
ซึ่งนักธุรกิจคนหนึ่งบอกว่าบ่อยครั้งที่เกิดวิกฤตเกี่ยวกับเศรษฐกิจ รัฐต้องแสวงหารายได้ ภูเก็ตกลายเมืองอันดับต้นๆที่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรลงไปขอความร่วมและตรวจสอบภาษีเพื่อดึงรายได้เข้ารัฐให้มากที่สุด
“การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐถ้าทำแบบตรงไปตรงมา ภาคเอกชนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ แต่ส่วนใหญ่เข้าข่ายวัดครึ่งกรรมการครึ่ง ถ้าไม่จ่ายลักษณะนี้มีโอกาสที่จะถูกกลั่นแกล้งสูงมาก”นักธุรกิจฯระบุและว่าการจ่ายใต้โต๊ะกลายเป็นเรื่องปกติของคนภูเก็ตไปแล้ว
เสียงสะท้อนดังกล่าวทำให้ไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่าทำไมถึงเกิดกลุ่มมาเฟียขึ้นจำนวนมาก หลายกลุ่มรับหน้าเสื่อจากกลุ่มธุรกิจเคลียร์ใต้โต๊ะกับข้าราชการและนักการเมือง แม้จะมีหน้าเสื่อเคลียร์ยังต้องจ่ายในราคาสูงลิบอยู่ดี
จากข้อมูลที่มีการพูดถึงอยู่เกี่ยวกับการขออนุญาต สร้างโรงแรมที่หาดแห่งหนึ่ง ต้องใช้เงินถึงห้าล้านบาท ถึงจะได้มาซึ่งใบอนุญาตก่อสร้าง
ขณะที่สถานบันเทิงตามแหล่งท่องเที่ยวประเภทผับบาร์ หาดแห่งหนึ่งปกติจ่ายกันเป็นรายเดือนๆละ 10,000 บาท เจ้าของธุรกิจยินดีจ่ายเพื่อแลกกับไม่ต้องโดนเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้าตรวจแบบถี่ๆ พออำนาจของข้าราชการเปลี่ยนมือขยับขึ้นราคาเป็น 15,000 บาท ผู้ประกอบการไม่ยอม ถูกจับกุม จนต้องร้องเรียนไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด
นอกจากนี้มีย่านบางเทา มีเสียงครหาว่าต้องจ่ายส่วยให้กลุ่มข้าราชการในพื้นที่เดือนละ 50,000 บาท พร้อมส่งส่วยไปที่จังหวัดอีกเดือนละ 50,000 บาท ผู้ประกอบการต่างรับรู้และยึดถือปฏิบัติกัน
ช่วงปี 2566-67 สถานบันเทิงบนชายหาดแห่งหนึ่งต้องจ่ายส่วยกันถึงเดือนละ 1 ล้านบาท นอกจากนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยบุกรุกชายหาดประมาณ 6-7 ไร่ ทำแผงร้านค้าให้ต่างชาติเช่าเดือนละ 1.5 แสน/แผง มีค่าเซ้งร้านละ 10-20 ล้านบาท ได้เงินกว่า 100 ล้านบาท การขอใช้ไฟฟ้าจุดนี้มีเสียงนินทามีข้าราชการใจกล้าใช้ชื่อตัวเองขออนุญาตใช้ไฟฟ้าอีกต่างหาก
นี่เป็นเพียงบางพื้นที่ที่ข้าราชการนอกแถวบางคนใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือเสาะแสวงหาผลประโยชน์อย่างเป็นกอบเป็นกำ ส่งผลให้ข้าราชการที่ร่ำรวยจากเก็บส่วยจับมือกันธุรกิจสร้างอาณาจักรทางธุรกิจมูลค่าสูงกว่า 700 ล้านบาท
หากมองภาพรวมของเกาะภูเก็ต ย่อมมีผลประโยชน์มหาศาลอย่างแน่นอน เพียงพฤติกรรมของข้าราชการบางกลุ่มและแสวงผลประโยชน์เพียงบางหาดและบางพื้นที่ สามารถสร้างรายได้แบบเทาๆได้จำนวนมหาศาลแล้ว
ข้อมูลที่นำเสนอเป็นเพียงบางส่วนและอยู่บนบนบกเท่านั้น ยังไม่นับรวมพื้นที่ทางทะเล อาทิ ท่าจอดเรือ ท่าเรือท่องเที่ยว ท่าเรือการประมง และเกาะต่างๆ รวมถึงโรงแรม รีสอร์ต ที่ยึดพื้นที่ลาดชันหรือหน้าผาสวยงามก่อสร้าง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมายทั้งสิ้น จนกลายเป็นช่องว่างให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยนำไปแสวงหาผลประโยชน์เข้าพกเข้าห่อกระจายกันไปตั้งแต่ระดับหัวถึงหาง
หากธุรกิจใดที่มีการลงทุนแบบหลักหลายร้อยล้านหรือหลายพันล้าน จะมีนักการเมืองระดับรัฐมนตรีหรือนักการเมืองบ้านใหญ่ หรือกลุ่มผู้กุมอำนาจ ร่วมเอี่ยวเพื่อเป็นยันต์กันผีไม่ให้เจ้าหน้ารัฐทุกหน่วยในพื้นที่เข้าไปบังคับใช้กฎหมาย
การแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆที่นำเสนอนี้ชาวบ้านในภูเก็ตต่างทราบกันดีและมีมายาวนานแล้ว ถ้าเกิดเหตุฉาวโฉ่ประจานให้สังคมเห็น จะเกิดขึ้นเมื่อข้าราชการระดับสูง นักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นขัดแย้งผลประโยชน์กันเองเท่านั้น
ดังนั้นอย่าได้แปลกใจที่ข้าราชการต่างมองว่าภูเก็ตเป็นเมืองที่ใหญ่กว่านครศรีธรรมราช นั้น พวกเขาไม่ได้วัดกันที่พื้นที่แต่วัดกันที่ผลประโยชน์เข้าพกเข้าห่อเท่านั้น !!!


