ขณะที่สุจริตชนคนไทยเกิดความรู้สึกว่าการทุจริตในภาครัฐทุกองค์กรไม่เว้นแม้แต่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)หรือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ได้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วนั้น

จู่ๆนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ เปิดเผยข้อมูลว่าธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท อายุราว 20-30 ปี มีมูลค่ารวมประมาณ 140,000 ล้านบาทไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบการเงินตามปกติ สะท้อนความเป็นไปได้ว่าเงินสดจำนวนหนึ่งอาจถูกเก็บไว้นอกระบบเศรษฐกิจหรือหมุนเวียนอยู่ในธุรกรรมที่ไม่ผ่านระบบสถาบันการเงิน ธปท.ขอย้ำว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นสัญญาณความผิดปกติ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าเป็นเงินผิดกฎหมายทั้งหมด
นายวิทัยยังเปิดเผยข้อมูลอีกว่าช่วงเวลาเพียง 5 เดือน พบธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะของ USDT พบธุรกรรมเข้าข่ายต้องสงสัยมูลค่าประมาณ 250,000 ล้านบาท ต้องตรวจเพิ่ม แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดเป็นธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย
“ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ใช่การขาดเงินทุน แต่เป็นการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยเงินทุนจำนวนหนึ่งไม่ได้ไหลเข้าสู่ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ แต่กลับหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ ทุนสีเทา และธุรกรรมที่ยากต่อการตรวจสอบ จึงจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างและอุดช่องโหว่ระบบการเงินควบคู่กันไป”นายวิทัยระบุ
จากข้อมูลดังกล่าวสื่อหลายสำนักต่างพาดหัวข่าวในลักษณะตื่นเต้นตกใจ อาทิ ช็อกทั้งประเทศ แบงก์พันหาย หรือตะลึงแบงก์พันหาย หรือแบงก์ชาติช็อก เงินสดแบงก์พันหาย เป็นต้น
อาการตื่นตระหนกนี้อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชนที่ทั่วไปที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจแบบเกาะติด แต่แวดวงนักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นายพลทหาร นายพลตำรวจ และสื่อมวลชนที่ทำข่าวเจาะลึกสืบสวนสอบสวนทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ไม่เกิดอาการตกตะลึงแต่อย่างใด แถมมองเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่อยู่ในสนามข่าวมายาวนานหรือสื่อมวลชนรุ่นลายคราม ต่างรับกันดี แต่ทำได้เพียงสื่อสารในทำนองบอกใบ้แทนการนำเสนอแบบโจ่งแจ้งตรงไปตรงมา เพราะโจรในคราบนักการเมืองและโจรในคราบข้าราชการ โกงชาติโกงแผ่นดิน จะทิ้งร่องรอยหรือหลักฐานไว้น้อยมาก
เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็ว่าได้ที่ผู้ว่า ธปท.กล้าออกมาปูดว่าเงินกว่า 1.4 แสนล้านบาทได้หายไปจากระบบ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ว่า ธปท.คนไหนกล้าออกมาแฉ ทั้งที่ผู้ว่าฯ ธปท.บางคนใกล้ชิดกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่คาบ วลีมาพ่นว่าเป็นรัฐบาลปราบโกง ยังไม่กล้าที่จะออกบอกสังคมเลยว่ามีเงินหายไปจากระบบเท่าใด
ซึ่งข้อมูลนี้สุจริตชนส่วนใหญ่เชื่อว่ากว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของวงเงิน เป็นเงินที่นักการเมืองและข้าราชการทั้งอดีตและปัจจุบัน ทุจริตแล้วเก็บซุกไว้ จะนำออกใช้ในเวลาที่เหมาะสม อาทิ ซื้อเสียงเลือกตั้ง ซื้อตำแหน่ง และพวกข้าราชการจะออกมาใช้หลังเกษียณพ้นช่วงปลดล็อกการตรวจสอบแล้ว ถ้าส่องโซเซียลจะพบว่ามีการอวดบ้านหรู รถหรู แลเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศแบบกินหรูอยู่สบาย เป็นต้น
สำหรับเงินอีกบางส่วนคาดว่าจะถูกเก็บไว้ตามวัดหรือสำนักสงฆ์ดังๆ รวมถึงกลุ่มธุรกิจสีเทาทั้งพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งค้ายาเสพติด เป็นต้น
หลังจากนายวิทัย เปิดเผยข้อมูลนักวิชาการและนักการเมือง บางกลุ่มรวมถึงประชาชนทั่วไทย ต่างนำเสนอขอให้ ผู้ว่าฯ ธปท.และรัฐบาล มีคำสั่งให้ยกเลิกการใช้แบงก์ 1,000 บาท บางคนให้เลิกใช้ทั้ง 1,000 บาทและ 500 บาท โดยกำหนดเวลาให้ผู้ครอบครองนำของเก่าไปแรกคืน เพื่อดึงเงินกลับเข้าสู่ระบบ แม้จะไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะบางกลุ่มแปลงไปเป็นเงินดิจิตัล ยังดีกว่าไม่ได้อะไรคืนมาเลย แนวทางที่นำเสนอนี้คงเป็นได้แค่ฝัน เนื่องจากรัฐบาลและผู้ว่าฯธปท.ไม่กล้าพอเพราะถ้าทำจะเข้าทำนองหยิกเล็บเจ็บเนื้อแถมไม่ได้คุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เหมือนยุครัฐบาลเผด็จการพล.อ.ประยุทธ์
ยุคนั้นให้นักวิชาการ สื่อมวลชน และนักการเมืองบางคน เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไปดำเนินการแต่ไม่ได้รับกับตอบสนอง ทั้งที่เป็นเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเป็นรัฐบาลเผด็จทหารที่ต่างชาติไม่ค่อยยอมรับอยู่แล้ว บวกกระแสปราบโกงถูกปลุกมาถึงขั้นก่อรัฐประหารยึดอำนาจที่ประชาชนยอมรับได้ ถ้าทำจริงสุจริตชนทั้งประเทศได้แต่ยกมือสาธุ จึงทำให้ชาวบ้านทั่วไปมองว่าวลีมาเพื่อปราบโกง เป็นเพียงวลีลวงโลกเพื่อหลอกล่อให้มวลชนหลงเชื่อเท่านั้น
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกนับแต่ที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจครองตำแหน่งยาวนานมากว่า 8 ปี ดัชนีการโกงพุ่งอย่างต่อเนื่อง และไม่มีแนวโน้มลดลง แม้จะมีนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 3 คน ยังไม่กล้าใช้ยาแรงเพื่อปราบโกง ด้วยการประกาศเลิกใช้ธนบัตรใบละ 1,000 บาทและ 500 บาท
ซึ่งแนวทางนี้แม้จะมีนักวิชาการด้านเศรษฐกิจออกมาติงว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี แต่สำหรับสุจริตชนคนธรรมดาอย่างพวกเราเชื่อว่า ถ้ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายวิทัยรัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท. และกลุ่มที่กุมอำนาจ กล้าจะใช้ยาแรง การทุจริตคอรัปชั่นจะลดลงอย่างแน่นอน แถมจะได้เห็นคนชั่วที่สวมหน้ากากคนดีย์ และอาจได้เห็นนักการเมือง ข้าราชการระดับสูงทั้งอดีตและปัจจุบัน อยู่ในอาการกะอักเลือด เพราะไม่กล้านำเงินซุกไว้ออกมาแลก!!!
จอมมารน้อย

