
เมื่อความรู้ความสามารถ ไม่มีสูตรคำนวณ “แต่อาวุโสมีตัวเลข ชัดเจน” ก.ตร.จึงต้องระวัง ไม่ให้ดุลพินิจนำหน้าหลักกฎหมาย มาใช้ในเสนอชื่อเลือก ผบ.ตร.คนที่ 16
ช่วงใกล้แต่งตั้ง ผบ.ตร. ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงกันมากที่สุด คือ เรื่อง “อาวุโส” และ “ความรู้ความสามารถ”
เรื่อง “อาวุโส” มีหลักเกณฑ์กำหนดแน่นอนตายตัว มีกติกาและวิธีการคิดคำนวณที่ชัดเจน อีกทั้งยังมีการประกาศแจ้งให้เจ้าตัวทราบลำดับของตนเองด้วย
แต่ประเด็นที่ยังถกเถียงกันอยู่คือเรื่อง “ความรู้ความสามารถ” ว่าจะมีหลักเกณฑ์ คำนวณ หรือประเมินกันอย่างไร ว่าใครมีความรู้ความสามารถมากกว่ากัน
บางคนก็ตีความว่า การออกสื่อแถลงผลงานบ่อยๆ ถือว่ามีความรู้ความสามารถมากกว่าคนที่ไม่ค่อยออกสื่อ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะหากจะดูเรื่องความรู้ความสามารถ ก็ต้องไปดูผลการปฏิบัติงานทั้งหมด ที่ ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ทำ ว่าสามารถทำสำเร็จเป็นรูปธรรมได้มากน้อยแค่ไหน แก้ไขปัญหาในภาพรวมเรื่องนั้นได้หรือไม่ หากเรื่องนั้นมีเกณฑ์ประเมินตัวชี้วัด ผลการปฏิบัติเรื่องนั้นผ่านเกณฑ์ไหม ยิ่งถ้าเป็นเรื่องอาชญากรรม ต้องดูไปถึงว่า สถิติคดีอาชญากรรมของประเทศลดลงเป็นรูปธรรมหรือไม่ ประชาชนเชื่อมั่นในความปลอดภัยมากขึ้นหรือไม่
เพราะฉะนั้น การแถลงผลงานเพียง 1 คดี จึงไม่ใช่สิ่งที่แสดงว่าสามารถแก้ปัญหาในเรื่องนั้นได้ทั้งประเทศเสียเมื่อไร
แถลงผลงานจับคนร้าย 1 คดี แต่ยังมีอีกร้อยคดีที่ยังยังจับไม่ได้ แถลงผลระดมจับการพนันฟุตบอลโลก แต่เว็บออนไลน์ยังมีให้เล่นเกลื่อน
แถลงผลจับกุมอาวุธปืน แต่อาชญากรรมไม่ได้ลดลง ยังมีเหตุใช้อาวุธปืนยิงกันเป็นปกติในทุกพื้นที่ แถลงจับยาบ้าล้านเม็ดแต่ยังหาซื้อยาบ้าได้เป็นปกติในทุกชุมชน แถลงผลปราบทุนสีเทาเป็นตัวอย่างในจังหวัดหนึ่ง แต่ในจังหวัดอื่นกลับปล่อยปละไม่มีการแก้ไข
แล้วเมื่อลองพิจารณาปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ ที่ยังมีข่าวในประเทศไทยอยู่ทุกวัน ทั้งเหตุรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ยังไม่มีทีท่าลดลง ปัญหาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาภัยสแกมเมอร์ ปัญหาผู้มีอิทธิผล สะท้อนชัดเจนว่าว่าปัญหาภัยอาชญากรรมและความมั่นคงยังไม่ได้รับการแก้ไขเป็นรูปธรรมเลย
ถ้าลองพิจารณาในมุมมองตามข้อเท็จจริงที่ว่ามา แล้วจะประเมินความรู้ความสามารถของ รอง ผบ.ตร. แต่ละรายว่าใครมีมากกว่าใครได้ยังไง เพราะภาพรวมปัญหาอาชญากรรมก็ยังเหมือนเดิม อีกทั้งกฎ กติกา วิธีคิดคำนวณ วิธีประเมินก็ไม่มีระบุไว้ เว้นแต่จะเป็นการเชียร์แบบเลือกค่าย เชียร์แบบหลับหูหลับตา ชอบใครก็บอกคนนั้นเก่ง หยิบคดีนั้น คดีนี้มาเป็นตัวอย่างว่าเก่ง อันนี้เป็นการประเมินในแบบอัตวิสัย จะถือเป็นเกณฑ์วัด “ความรู้ความสามารถ”ไม่ได้
สุดท้ายแล้ว ถ้าภาพรวมอาชญากรรมของประเทศยังสูงอยู่ อาจถือว่าผลงานของ ตร.ไม่ผ่านเกณฑ์ไปด้วย แล้วจะประเมินความรู้ความสามารถกันยังไง.?
ส่วนบางความเห็นที่บอกว่า ควรต้องเลือก รอง ผบ.ตร. ที่มีผลงานสืบสวนปราบปรามอาชญากรรม ในขณะดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. เป็นหลักนั้น
ประเด็นนี้ยิ่งเอามาเป็นเงื่อนไขพิจารณาไม่ได้เลย เพราะลักษณะงานด้านต่างๆ ของ ตร. ที่ได้มอบหมายให้ รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบนั้น เกิดจากความเห็นชอบของ ก.ตร.และ ก.ต.ช.(เดิม) ซึ่งย่อมแสดงให้เห็นว่า ทุกลักษณะงาน ไม่ว่าจะเป็น งานบริหาร งานสืบสวนสอบสวน งานกฎหมายและคดี งานป้องกันปราบปราม งานความมั่นคง รวมถึงงานด้านจเรตำรวจ ต่างก็เป็นภารกิจหลักที่สำคัญของ ตร. ทั้งสิ้น แต่ละลักษณะงานมีความสำคัญที่เท่าๆ กัน ไม่อาจชี้ชัดเจาะจงลงไปได้ว่าลักษณะงานใดสำคัญที่สุด
นอกจากนั้น ผบ.ตร. เป็นผู้ตัดสินใจมอบงาน มอบศูนย์ฯ พิเศษ ให้กับ รอง ผบ.ตร แต่ละคน โดยปกติจะมอบความรับผิดชอบโดยกระจายปริมาณงานกันให้มีความเหมาะสม เพื่อจะได้ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการของ ตร. บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนดไว้ รอง ผบ.ตร.ไม่อาจเลือกเองได้
หากมีหน้างานในความรับผิดชอบมากเท่าใด จะเลือกรับชอบในบางเรื่องที่ถนัด และ ทำเฉยไม่รับผิดในเรื่องที่ไม่ถนัด คงไม่ได้ เพราะทุกเรื่องล้วนส่งผลกระทบต่อความสัมฤทธิ์ผลในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของ ตร.ในภาพรวม
ดังนั้น การประเมินผลงานที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม ต้องพิจารณาจากข้อมูลข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนโดยละเอียดรอบคอบ มีหลักการที่จริงจังเป็นที่ยอมรับได้ ไม่เช่นนั้นผู้ประเมินเองจะตกอยู่ในภาวะการใช้ดุลพินิจโดยปราศจากข้อมูลข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน ขาดความระมัดระวัง ขาดความเที่ยงธรรม มีความเสี่ยงที่จะเป็นการพิจารณาโดยมิชอบด้วยกฎหมายได้
สุดท้ายแล้ว หากหลักการพิจารณาเรื่องความรู้ความสามารถ ยังไม่ชัดเจน ควรเลือกใช้หลักการที่ชัดเจนตามกฎหมายก่อน คือการแต่งตั้งตามหลักอาวุโส ให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม สมกับเจตนารมณ์ ของ พ.ร.บ.ตำรวจฯ จะดีและเหมาะสมที่สุด”ประดู่แดง“แค่ชี้ให้เห็นว่า สร.1 ที่นั่งหัวโต๊ะประชุม พร้อมองคาพยบ คณะ ก.ตร.อย่าหลงประเด็น องค์กรสีกากี จะได้สง่างามเลือกผู้นำหน่วยตามแก่นของเจตนาของกฏหมาย ตาม พรบ.ตำรวจฯ


