เมื่อความรุนแรงในโรงเรียนไม่ใช่ปัญหาของตำรวจเพียงหน่วยเดียว แต่เป็นคำถามใหญ่ถึงทั้งระบบว่า “ใครต้องเห็นเด็กก่อนเกิดเหตุ?” เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย การใช้อาวุธ การกลั่นแกล้ง หรือเหตุรุนแรงที่นำไปสู่ความสูญเสีย มักจบลงด้วยภาพเดิมๆ
ตำรวจเข้าพื้นที่ ควบคุมสถานการณ์ สอบสวนหาสาเหตุ ผู้บริหารตั้งคณะกรรมการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมด่วน แล้วตามมาด้วยถ้อยคำที่คนไทยได้ยินจนคุ้นหู “จะนำเหตุการณ์ครั้งนี้ไปถอดบทเรียน เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก”
คำถามคือ…เราจะต้องถอดบทเรียนกันอีกกี่ครั้ง เพราะหากความรุนแรงในสถานศึกษายังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่สังคมควรถามอาจไม่ใช่เพียงว่า “ตำรวจทำอะไรอยู่”แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่าก่อนเด็กคนหนึ่งจะเดินไปถึงจุดที่ใช้ความรุนแรง ระบบที่อยู่รอบตัวเขาทำอะไรอยู่
ตำรวจมีหน้าที่รักษากฎหมาย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม นั่นเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ และโรงเรียนย่อมต้องประสานตำรวจเมื่อพบความเสี่ยงเกี่ยวกับอาวุธ ยาเสพติด หรือพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่อาชญากรรมแต่ในความเป็นจริง ตำรวจจำนวนมากมักถูกเรียกเข้ามาเมื่อเรื่องเดินมาถึง “ปลายทาง” แล้ว เมื่อมีคนถูกทำร้าย เมื่อมีอาวุธปรากฏ เมื่อมีผู้บาดเจ็บ หรือเมื่อความสูญเสียเกิดขึ้นแล้ว ถึงเวลานั้นตำรวจทำได้ดีที่สุดคือ หยุดเหตุ จับกุม สืบสวน และดำเนินคดี
แต่คำถามสำคัญกว่าคือใครควรหยุดเด็กก่อนที่เขาจะเดินมาถึงปลายทางนั้น โรงเรียนเห็น “สัญญาณ” หรือไม่กระทรวงศึกษาธิการและสถานศึกษาเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้เด็กแทบทุกวัน ครูบางคนอยู่กับเด็กวันละหลายชั่วโมง บางครั้งอาจมากกว่าเวลาที่พ่อแม่ได้พูดคุยกับลูกเสียอีก เพราะฉะนั้น “ครู” จึงไม่ควรมีหน้าที่เพียงสอนให้เด็กสอบผ่าน จิตวิญญาณของความเป็นครูส่วนหนึ่งคือการมองให้ออกว่า วันนี้ลูกศิษย์ของเรากำลังเป็นอะไรเด็กที่เคยร่าเริงกลับเงียบผิดปกติ เด็กที่ถูกเพื่อนกลั่นแกล้งเป็นเวลานาน เด็กที่มีอารมณ์รุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เด็กที่พูดถึงความแค้น การเอาคืน หรือความตายเด็กที่มีปัญหาครอบครัวอย่างหนัก เด็กที่แยกตัวออกจากสังคม หรือเด็กที่เริ่มแสดงพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับอาวุธและความรุนแรง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กคนนั้นจะกลายเป็นผู้ก่อเหตุ และสังคมต้องระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ตีตราเด็กจากพฤติกรรมเพียงบางอย่าง แต่ “สัญญาณผิดปกติ” คือเหตุผลให้ผู้ใหญ่เข้าไปถาม ไม่ใช่เหตุผลให้ผู้ใหญ่เดินผ่าน คำถามคือ โรงเรียนของเรามีระบบที่ทำให้ครูสามารถเห็นและส่งต่อปัญหาเหล่านี้จริงหรือไม่
ครูหนึ่งคนต้องดูแลนักเรียนกี่คน? ครูที่พบเด็กมีปัญหาสามารถส่งต่อใคร มีนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญเพียงพอหรือไม่และที่สำคัญที่สุด— เมื่อครูแจ้งว่า “เด็กคนนี้น่าเป็นห่วง” ระบบมีใครรับลูกต่อทันทีหรือไม่ หรือสุดท้ายทุกอย่างจบลงที่คำว่า“เดี๋ยวก็ดีขึ้น” แล้วครอบครัวล่ะ…ใครเข้าไปช่วย?
อีกด้านหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ครอบครัว เด็กบางคนอาจกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความรุนแรง การทะเลาะเบาะแว้ง การทอดทิ้ง ปัญหาเศรษฐกิจ ยาเสพติด หรือแรงกดดันอีกสารพัดแน่นอน พ่อแม่ต้องมีหน้าที่ดูแลลูกแต่ถ้าครอบครัวหนึ่ง “ดูแลไม่ไหว” แล้วใครจะเข้าไปช่วย นี่ไม่ใช่คำถามเพื่อโยนความผิดจากหน่วยงานหนึ่งไปให้อีกหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นคำถามถึงโครงสร้างของรัฐโดยตรง “เจ้าภาพหลัก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานด้านการศึกษาอยู่ตรงไหน หน่วยงานด้านเด็กและครอบครัวอยู่ตรงไหน ระบบสาธารณสุขและสุขภาพจิตอยู่ตรงไหน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ตรงไหนและเมื่อพบความเสี่ยงเกี่ยวกับอาวุธ ยาเสพติด หรืออาชญากรรมตำรวจจะเข้ามาเชื่อมต่อกับระบบนี้ตรงไหน
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจึงอาจไม่ใช่การเพิ่มภาระให้ตำรวจเข้าไปยืนเฝ้าทุกประตูโรงเรียน เพราะต่อให้มีตำรวจหน้าโรงเรียนทุกแห่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแก้ปัญหาที่ซ่อนอยู่ในใจเด็กได้ทั้งหมดสิ่งที่ต้องมีคือ “ระบบเตือนภัยก่อนเกิดเหตุ”ไม่ใช่รอให้มีเหตุแล้วจึงตั้งโต๊ะแถลงข่าว ต้องมีเจ้าภาพ ไม่ใช่มีแต่คณะกรรมการ ทุกโรงเรียนควรตอบคำถามง่ายๆ ให้ได้ว่า หากพรุ่งนี้เช้าพบเด็กคนหนึ่งมีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างจริงจัง ใครเป็นคนรับผิดชอบเคสนี้ ครูประจำชั้น ครูแนะแนว ผู้อำนวยการ นักจิตวิทยา หน่วยงานคุ้มครองเด็ก?สาธารณสุข หรือตำรวจ คำตอบที่ดีที่สุดไม่ควรเป็นชื่อหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเป็น ระบบที่ทำให้ทุกหน่วยงานเหล่านี้ทำงานต่อกันได้จริงโรงเรียนต้องตรวจพบผู้เชี่ยวชาญต้องประเมินครอบครัวต้องเข้ามามีส่วนร่วม หน่วยงานสังคมต้องช่วยเหลือสาธารณสุขต้องดูแลเมื่อมีความจำเป็นและตำรวจต้องเข้ามาทันทีเมื่อพบความเสี่ยงด้านอาชญากรรม อาวุธ หรือความปลอดภัย ทุกขั้นตอนต้องมี เจ้าภาพ มีกรอบเวลา และมีคนติดตามจนจบไม่ใช่ส่งหนังสือจากโต๊ะหนึ่งไปอีกโต๊ะหนึ่งจนปัญหาของเด็กหายเข้าไปในกองเอกสารราชการ“ความปลอดภัยในโรงเรียน” ต้องสำคัญพอๆ กับผลการเรียน เราใช้ตัวเลขมากมายวัดคุณภาพการศึกษา
คะแนนสอบเป็นอย่างไรเด็กอ่านออกเขียนได้กี่เปอร์เซ็นต์ โรงเรียนมีผลงานวิชาการมากน้อยเพียงใด
แต่บางทีประเทศไทยควรมีตัวชี้วัดอีกชุดหนึ่งที่จริงจังกว่านี้ โรงเรียนรู้จักเด็กของตัวเองดีแค่ไหน?เด็กที่ถูกกลั่นแกล้งได้รับความช่วยเหลือภายในกี่ชั่วโมง?เมื่อพบพฤติกรรมเสี่ยง มีผู้เชี่ยวชาญประเมินภายในกี่วัน? ครอบครัวได้รับการติดต่อหรือไม่ เคสที่มีความเสี่ยงสูงมีการติดตามต่อเนื่องหรือไม่?และมีช่องทางที่เด็กสามารถบอกผู้ใหญ่ได้หรือไม่ว่า “ผมกำลังมีปัญหา ช่วยผมที”โดยไม่ถูกหัวเราะ ไม่ถูกประจาน และไม่ถูกตีตรา เพราะบางครั้งการป้องกันเหตุใหญ่ อาจเริ่มต้นจากผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่ยอมเสียเวลานั่งฟังเด็กอย่างจริงจัง
อย่ารอให้เกิดศพ แล้วจึงถามว่า “ทำไมไม่มีใครรู้?”ทุกครั้งที่เกิดโศกนาฏกรรม เรามักย้อนกลับไปค้นหาอดีตของผู้ก่อเหตุแล้วหลายครั้งก็พบข้อมูลบางอย่างที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยหรือ? มีใครเคยได้รับแจ้งหรือไม่?มีสัญญาณอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหรือเปล่า?
คำถามเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการสอบสวนแต่สำหรับการป้องกัน คำถามที่สำคัญกว่าคือ เราจะสร้างระบบอย่างไร เพื่อให้ครั้งหน้าไม่ต้องรอจนเกิดเหตุจึงค่อยย้อนกลับไปหาสัญญาณ?
ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานด้านเด็กและครอบครัว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องมีระบบทำงานร่วมกันที่ชัดเจนในระดับโรงเรียนและพื้นที่ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ไม่ใช่ต่างคนต่างมีโครงการและไม่ใช่พบกันเฉพาะวันที่เกิดเหตุใหญ่เพราะความปลอดภัยของเด็กไม่ควรขึ้นอยู่กับว่า “วันนี้ใครเข้าเวร”แต่ต้องเป็นระบบที่ทำงานทุกวัน ตำรวจต้องทำหน้าที่ของตำรวจ ครูต้องทำหน้าที่ของครู พ่อแม่ต้องทำหน้าที่ของพ่อแม่ ส่วนรัฐต้องทำหน้าที่สำคัญที่สุด คือ ทำให้คนเหล่านี้ไม่ต้องแก้ปัญหาเพียงลำพังเหตุร้ายทุกครั้งย่อมมีบทเรียน แต่ประเทศที่มีระบบป้องกันที่ดี ไม่ควรภูมิใจกับการ “ถอดบทเรียน” เก่งเพียงอย่างเดียว ต้องเก่งพอที่จะไม่ปล่อยให้บทเรียนเดิมเกิดขึ้นซ้ำเพราะวันที่เสียงปืนดังขึ้น วันที่เด็กคนหนึ่งถูกทำร้าย หรือวันที่มีครอบครัวต้องสูญเสีย…วันนั้นคำว่า “จะนำไปถอดบทเรียน”อาจสายเกินไปแล้ว
คำถามจึงไม่ได้มีไว้ถามตำรวจเพียงฝ่ายเดียวว่า
“ทำไมไม่ป้องกัน”แต่ต้องถามผู้ใหญ่ทั้งระบบว่า—
“ก่อนเด็กจะเดินไปถึงจุดนั้น…เราเคยมองเห็นเขาหรือยัง?”

