วันนี้ (10 มิ.ย. 69) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เดินทางมายังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เร่งตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินและข้าราชการตำรวจ ในการดำเนินคดีเพิกถอนที่ดินเขากระโดง
โดยมีนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับเรื่อง ทั้งนี้ เสรีพิศุทธ์ระบุว่า เดิมตั้งใจจะพบและยื่นหนังสือต่อนายอนุทินโดยตรง แต่ไม่สามารถเข้าพบได้ จึงต้องยื่นผ่านศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์แทน พร้อมยืนยันว่าได้เตรียมเอกสารและภาพถ่ายประกอบ 5 หน้า เพื่อสรุปข้อมูลทั้งหมด
เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ที่ดินบริเวณเขากระโดงกว่า 5,083 ไร่ 80 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามคำพิพากษาศาลถึงที่สุดแล้ว แต่ยังไม่มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังมีการนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ในลักษณะสนามกีฬา สนามแข่งรถ และธุรกิจเอกชนหลายรูปแบบ จึงถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและคำพิพากษา
เขาเรียกร้องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเร่งดำเนินคดีสอบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึง เนวิน ชิดชอบ และผู้บุกรุกที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยย้ำว่าคดีนี้ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว
ในส่วนประเด็นการเมือง เสรีพิศุทธ์กล่าวตอบโต้ ศุภชัย ใจสมุทร ที่ระบุว่าจะดำเนินคดีกับผู้กล่าวหา โดยตั้งคำถามว่าออกมาในฐานะใด พร้อมระบุว่าตนทำหน้าที่ สส.ฝ่ายค้าน จึงมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล และไม่จำเป็นต้องเกรงใจฝ่ายการเมือง
เสรีพิศุทธ์ยังกล่าวโจมตีเพิ่มเติมว่า พรรคการเมืองบางส่วนเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อผลประโยชน์ พร้อมพาดพิงเรื่องการใช้เงินในการเมือง และระบุว่าการแต่งตั้งทางการเมืองบางตำแหน่งอาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ทั้งนี้ยืนยันว่าตนดำเนินการตามกฎหมายในฐานะอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ไม่สามารถปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลลอยนวลได้
เขายังพาดพิง พรพจน์ เพ็ญพาส และระบุว่าได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พร้อมเตือนว่าหากไม่มีความคืบหน้า จะเดินหน้าแจ้งความและดำเนินคดีเพิ่มเติมทั้งฝ่ายการเมืองและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
เมื่อถูกถามถึงความสามารถของฝ่ายการเมืองที่ออกมาดำเนินคดี เสรีพิศุทธ์ระบุว่า แม้อำนาจรัฐจะมีความแข็งแรง แต่ก็สามารถถูกตรวจสอบได้ พร้อมยืนยันว่าหากตนเคยทำหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ จะสามารถทำให้คดีเดินหน้าได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
สุดท้าย ระบุชัดว่า หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ดำเนินการ จะใช้ทุกช่องทางทางกฎหมาย “สู้ทุกวิถีทาง” และจะเพิ่มการดำเนินคดีต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมยื่นหนังสือในประเด็นเดียวกัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐเร่งคลี่คลายคดีเขากระโดงอย่างโปร่งใส

