”เมื่ออวันที่ื 4 ส.ค. 2569 พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร
อดีต ผบช.น./ สนช./ สว.ได้โพสน์ข้อความผ่านโซเชียลไลน์ แสดงความคิดเห็น ในข้อกฏหมาย คดีฆาตกรโคตรโหด ฆ่าสองพี่น้องชาวรัสเซีย มีใจความระบุว่า

“เล่าสู่กันฟัง…!!
”ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน“
เมื่อประมาณวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 มีข่าวใหญ่เป็นที่สนใจของคนทั้งในและต่างประเทศ กรณีการหายตัวไปของสองพี่น้องชาวรัสเซียแถวๆพัทยา จ.ชลบุรี จนต่อมา(31 ก.ค. 69)จับกุมตัวคนร้ายได้สองคนรับสารภาพว่าร่วมกันฆ่าชิงทรัพย์รถจักรยานแล้วนำศพไปฝังดินไว้จริง นอกจากนี้ก่อนหน้านี้เมื่อสองเดือนก่อนยังได้ฆ่าชิงทรัพย์ครอบครัวชาวไทยอีกสามคนฝังดินอีกด้วย
ซึ่งพฤติกรรมการกระทำของคนร้ายกลุ่มนี้จึงเหี้ยมโหด กระทบต่อความรู้สึกของคนไทยและต่างชาติ จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่ว โดยเฉพาะ RSN หรือรัสเซียนิวส์ ได้ติดตามรายงานว่าคดีนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นรม.ไทย ได้ขอโทษรัสเซียอย่างเป็นทางการ บอกว่าเหตุฆาตกรรมดังกล่าวได้ก่อความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศและกัดเซาะความเชื่อมั่นของประชาชนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เขาประกาศใช้มาตรการเร่งด่วนเพื่อรับประกันว่าอาชกรรมเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
ส่วนสถานทูตรัสเซียในไทยระบุว่ากำลังจับตาดูการสืบสวนอย่างใกล้ชิดและคาดหวังว่าพวกผู้กระทำผิดจะถูกนำตัวมาลงโทษตามกฏหมาย ซึ่งก็มีหลายฝ่ายต่างเรียกร้องให้ลงโทษสูงสุดประหารชีวิตโดยเร็ว คำถามคือทำอย่างไรให้ผู้กระทำผิดได้รับการลงโทษโดยเร็ว คำตอบคือในอดีตช่วงปฎิวัติเรามีกฎหมายพิเศษลงโทษผู้กระทำผิดได้เลย ปัจจุบันไม่มีแล้ว การลงโทษผู้กระทำผิดจึงเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เริ่มจากตำรวจสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมีความเห็นสั่งฟ้อง ส่งสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการพิจารณามีความเห็นสั่งฟ้อง ออกคำสั่งฟ้องและฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ซึ่งกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้กระทำผิดอาจใช้เวลาพอสมควร ( ปัจจุบันศาลละ 1 ปี )ซึ่งอาจไม่ทันต่อเหตุการณ์ ต่อภาพลักษณ์ ต่อการท่องเที่ยวไทย ต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชน และต่อเหยื่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายในกระบวนการยุติธรรมควรร่วมมือกันเพื่อทำให้คดีนี้เป็นคดีตัวอย่างที่ผู้กระทำผิดถูกลงโทษด้วยความรวดเร็วและเป็นที่ยอมรับ
อย่างไรก็ตามการทำคดีให้เสร็จสิ้นด้วยความรวดเร็ว ส่วนตัวผมเห็นว่า นอกจากสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้คนผิดได้รับการลงโทษเกิดความเกรงกลัวแล้ว ยังป้องกันการวิ่งเต้นคดีได้อีกด้วย (เพราะส่งสำนวนให้อัยการแล้ว )
พูดถึงการทำคดีเร็วทำให้ผมนึกถึงคดีหนึ่ง เป็นคดีชิงทรัพย์ ฆ่ารัดคอเจ้าทรัพย์ กลางเมืองแพร่ เหตุเกิดประมาณกลางปี พ.ศ.2533 เวลา 05.00 น. ตำรวจรับแจ้งเหตุเวลา 07.00 น.ขณะนั้นผมเป็น สวส.สภ.อ.เมืองแพร่ ซึ่งหลังรับแจ้งเหตุ ผมรีบไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ สืบสวนสอบสวนจนทราบว่าผู้ตายเป็นหญิงมีฐานะดี ก่อนเกิดเหตุได้อนุญาตให้ผู้ต้องหา ซึ่งเป็นญาติห่างๆมาพักค้างคืนในบ้าน คงลืมคติที่ว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเรา” จนคืนเกิดเหตุคนร้ายคงอยากได้ทรัพย์ผู้ตายเป็นสร้อยคอทองคำหนักหลายบาท จึงลงมือใช้เชือกรัดคอผู้ตายแล้วชิงทรัพย์สินของผู้ตายหลบหนีไป
เมื่อผมทราบดังนั้นจึงระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจออกติดตามจับกุมตัวจนได้เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันเดียวกัน ซึ่งเมื่อชุดจับกุมนำตัวคนร้ายมาที่ สภ. ผมได้นำตัวมาสอบปากคำ เบื้องต้นได้ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำผิดจริง ผมเห็นว่าคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนและเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชน (ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน)ในวินาทีนั้นผมตัดสินใจว่าในส่วนของตำรวจ ผมจะสอบสวนคดีนี้ต่อเนื่องไปให้เสร็จสิ้นก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ ออกคำสั่งฟ้องต่อศาลพิจารณาคดีเสร็จสิ้นในคราวเดียวกันแบบม้วนเดียวจบ
แม้จะต้องเหน็ดเหนื่อย อดตาหลับขับตานอนแต่ผมคิดว่าไอ้แค่อดนอนคืนเดียวแล้วสำเร็จ ดีกว่ามาผัดวันประกันพรุ่งจะเหนื่อยหลายครั้งและอาจไม่สำเร็จก็ได้ ผมจึงได้รีบประสานอัยการและศาลไว้ล่วงหน้าก่อนดังกล่าว ซึ่งท่านก็ยินดี หลังจากนั้นจึงได้วางแผนบริหารการสอบสวนให้เสร็จตามกำหนด โดยได้สอบปากคำผู้เกี่ยวข้องรวม 11 ปาก แต่ในส่วนของผู้กล่าวหา ผู้ต้องหา และพยานสำคัญ ผมลงมือสอบด้วยตนเอง
ส่วนพยานแวดล้อมผมได้ตั้งประเด็นแล้วมอบหมายให้ พงส.สอบสวนแล้วนำมาให้ผมตรวจ จนเมื่อสอบสวนพยานทุกปากเสร็จครบถ้วนทุกประเด็น ผมจึงได้สรุปสำนวนการสอบสวนเสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 05.00 น.หลังจากนั้นได้ตรวจดูสำนวนอีกหลายครั้ง ระหว่างรอเวลาให้ สวญ. และ รอง ผบก.หน.จว. (สมัยนั้นเป็นหัวหน้า พงส.ระดับจังหวัด) ลงนามส่งพนักงานอัยการพิจารณาออกคำสั่งฟ้องพร้อมตัวผู้ต้องหาส่งศาลเข้าสู่กระบวนพิจารณาพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดในวันเดียวกัน ตามที่กล่าวมาแล้ว
แต่ปรากฏว่าไม่ทันส่งศาลต้องเลื่อนไปเนื่องจากช่วงเช้า สวญ. ได้ลงนามในสำนวนแล้ว แต่รอง ผบก.ฯ ไปตรวจราชการที่สภ.อ.ร้องกวาง ผมจึงได้รีบขับรถนำสำนวนไปพบท่านๆจึงได้ให้ ผกก.รอง หน.ฯ ตรวจสำนวนเห็นว่าหลักฐานครบถ้วน ท่านจึงได้ลงนามในสำนวนให้ ผมจึงได้รีบกลับมา สภ.อ.เมืองแพร่ เพื่อนำสำนวนส่งให้อัยการ ปรากฏว่ามันใกล้เที่ยงท่านออกไปรับประทานอาหารข้างนอก ผมจึงได้หอบสำนวนตามไป แต่เมื่อพบ ท่านอัยการบอกว่า ขออ่านสำนวนก่อนพรุ่งนี้ค่อยส่งฟ้องศาลก็ได้ ผมจึงได้ไปนำเรียนศาลเพื่อกรุณาทราบ
จากนั้นผมจึงได้กลับมาที่ สภ.อ.ฯ ประชุมชี้แจงมอบหมาย พงส.แต่ละคน รับผิดชอบนำพยานแต่ละปากไปเบิกความต่อศาลให้ได้ จนวันรุ่งขึ้น 09.00 น. อัยการได้ออกคำสั่งฟ้องนำผู้ต้องหาส่งศาล พงส.นำตัวพยานไปเบิกความต่อศาล จนถึงเวลาประมาณ 17.00 น.การสืบพยานทุกปากจบ เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณาศาล หลังจากนั้นสักพักใหญ่ ศาลท่านได้อ่านคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ญาติผู้ตายพอใจ ชาวประชาอุ่นใจ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี
กล่าวโดยสรุปผมใช้เวลานับแต่รับแจ้งเหตุเวลา 07.00น. จับกุม 13.00 น. +สอบสวน +สรุปสำนวน 05.00 น. (10ชม.) ส่งอัยการ ศาล พิพากษา รวม 58 ชม.น่าจะเป็นสถิติที่เร็วที่สุดของ ตร. (ก่อนหน้านี้เท่าที่ทราบใช้เวลา 7 วัน)
ที่เล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งการทำงานของตำรวจมืออาชีพทุกคนที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายคุ้มครองคนดี กำจัดคนชั่วออกไป ทั้งนี้อยากให้องค์กรตำรวจเป็นที่ยอมรับ น้องน้องตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนมองเห็นทุกข์ของประชาชนคือทุกข์ของตำรวจ อะไรที่เราทำได้เสียสละได้เพื่อความสงบเรียบร้อย เพื่อความผาสุก เพื่อความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชนให้รีบทำเถอะ (จะแก้ปัญหาต้องเสียสละ)
ในคดีนี้ก็เช่นกัน อย่างน้อยตำรวจต้องรีบสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่จะทำได้ ตาม ปวิอ. ม.131 ส่งอัยการฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาให้มันได้รับโทษเร็วที่สุด หากปล่อยให้ล่าช้าจะกระทบต่อความรู้สึก ต่อภาพลักษณ์ และการท่องเที่ยวของไทยต่อไปอีก ตำรวจจึงควรเป็นเจ้าภาพหลักในการประสานกับราชฑัณฑ์(กรณีลดโทษ) อัยการ และศาล ซึ่งท่านเหล่านั้นคงพร้อมจะให้ความร่วมมือเพื่อช่วยกันทำให้ผู้กระทำผิดจิตโหดเหี้ยมเหล่านี้( แม้จะรับสารภาพ)ให้ได้รับการลงโทษประหารชีวิตโดยเร็วที่สุด (ฎีกาที่ 2577/ 2563 รับสารภาพ เพราะจำนนต่อหลักฐาน หาใช่สำนึกในความผิดไม่ ไม่ถือว่าให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาจึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษ อันจะพึงลดโทษให้แก่จำเลยได้ )
อนึ่ง สมมุติว่าคดีนี้ถึงที่สุดศาลลงโทษประหารชีวิตจำเลย สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือทำอย่างไรให้ราชทัณฑ์ปฎิบัติตามคำพิพากษาของศาลโดยเคร่งครัด ทำอย่างไรไม่ให้ราชทัณฑ์มีอำนาจเหนือศาลด้วยการลดโทษแม้กระทั่งโทษประหารชีวิตยังเหลือเพียงติดคุกไม่กี่ปี ก็ออกมาก่อกรรมทำเข็ญผู้บริสุทธิ์ดังเช่นทุกวันนี้ (เศร้า)
ขอถือโอกาสนี้กราบวิงวอนผู้มีอำนาจช่วยปิดช่องว่างของกฎหมายดังกล่าวเพื่อประสุขของประชาชนอย่างจริงจังเสียที อย่ามัวมุ่งเน้นแต่จะแก้รัฐธรรมนูญๆๆๆๆท่าเดียว ประชาชนจะได้อะไรหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ เลย (น้ำตาจะไหล)

