เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 69 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุม สส. พรรคว่า สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติวันนี้ว่า รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มเติมอีก 4 แสนล้านบาท ด้วยการออกพระราชกำหนดกู้เงิน ซึ่งเป็นอำนาจที่รัฐบาลอ้างว่า รัฐธรรมนูญตามมาตรา 172 ได้มอบให้กับรัฐบาลดำเนินการ สามารถที่จะกู้เงินเพิ่มเติมจากการขาดดุลในงบประมาณได้ แต่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้หารือกันภายในในเรื่องนี้ และเรามีมติเห็นตรงกันว่า การออก พ.ร.ก. ครั้งนี้ ไม่น่าจะชอบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และพรรคประชาธิปัตย์ได้มีมติว่าเราจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาความเหมาะสม ความถูกต้อง การใช้อำนาจโดยรัฐบาล ในการที่จะออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้
“ท้าวความนิดนึงก็คือ รัฐบาลสามารถที่จะมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ได้อยู่แล้ว ตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ พูดง่ายๆ ก็คือในแต่ละปี สามารถที่จะกู้เงินมาเพื่อชดเชยการขาดดุลในงบประมาณได้ ซึ่งกู้ได้มหาศาล แล้วสาเหตุที่ประเทศไทยเราจนถึงทุกวันนี้ มีสถานะทางการคลังที่ถือว่าค่อนข้างมั่นคงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ หลายประเทศ ก็เป็นเพราะว่าทุก ๆ รัฐบาลที่ผ่านมาเนี่ย ถูกบังคับให้อยู่ในวินัยทางการคลังที่กำหนดโดย พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ
อย่างเช่นในปี 2570 งบประมาณปีหน้าที่จะมีการพิจารณา รัฐบาลก็ได้เสนอว่าจะมีการใช้รายจ่ายมากกว่ารายได้ถึงประมาณเกือบ ๆ 8 แสนล้านบาท ซึ่งเพดานเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะก็ได้กำหนดไว้ว่า รัฐบาลไม่สามารถที่จะกู้ได้มากกว่าประมาณ 8 แสนล้านบาท ทุก ๆ รัฐบาลมีข้อจำกัดนี้มาโดยตลอด ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่มีรัฐบาลไหนสามารถที่จะใช้เงินเกินตัวได้ ไปหยิบเงินในอนาคตของพี่น้องประชาชนมาใช้ได้เกินความเหมาะสม และก็เป็นเหตุผลที่ทำให้จนถึงทุกวันนี้ สถานะทางการคลังของประเทศไทยเราต้องถือว่าค่อนข้างมั่นคง” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า คราวนี้ตามกฎหมาย ก็ได้เปิดช่อง มีความยืดหยุ่นไว้ให้กับฝ่ายบริหาร ว่าในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินจริง ๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็สามารถที่จะกู้เงินเพิ่มเติม นอกเหนือจากการขาดดุลในงบประมาณ คือมาตรา 172 ตามรัฐธรรมนูญที่มีการอ้างกัน และนั่นก็คือเหตุการณ์การออก พ.ร.ก. ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูในอดีต จะมีการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติมในลักษณะนี้โดยอาศัยมาตรา 172 นั้น ล้วนเป็นวิกฤตระดับมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีความมั่นคงต่อประเทศชาติทั้งสิ้น ย้อนกลับไปไม่ว่าจะเป็นปี 2541 ตอนที่มีการออก พ.ร.ก. สืบเนื่องมาจากประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ในวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือปี 2552 ที่มีการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติม เพื่อที่จะมาแก้ปัญหาวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือปี 2565 ที่มีการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อที่จะมาแก้ปัญหาวิกฤตโควิด จะเห็นว่าในแต่ละครั้ง มีสภาวะวิกฤตที่มีผลทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีติดลบทุกครั้ง ในแต่ละครั้งมีความจำเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่มีเงินจากช่องทางอื่นที่รัฐบาลสามารถที่จะใช้ได้ นอกจากการออก พ.ร.ก. กู้เงิน
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า มาถึงสถานะปัจจุบัน พี่น้องประชาชนเดือดร้อนก็จริง ประเด็นปัญหาเรื่องของน้ำมันแพง มีผลกระทบต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ไม่มีใครเถียง ไม่มีใครปฏิเสธ แต่รัฐบาลมีทางเลือกอื่น และวิกฤตที่เกิดขึ้นในแง่ของประเด็นปัญหาค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนนั้น ถามว่ามีผลในระดับมหภาคต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ก็ยังไม่มีความชัดเจน เศรษฐกิจปีที่แล้วโต 2.6% เศรษฐกิจปีนี้แม้มีสงครามตะวันออกกลาง ก็มีการคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1.5% ยังไม่ติดลบ ทั้งนี้ทั้งนั้นพรรคประชาธิปัตย์อยากที่จะเสนอกลับไปกับทางรัฐบาลว่า แทนที่จะออก พ.ร.ก. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลควรที่จะเร่งในการที่จะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ อย่างที่รัฐบาลได้พูดไว้หลายอาทิตย์หลายเดือนแล้วแต่ยังไม่มีการดำเนินการ
ซึ่งเดิมทีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้ระบุว่าน่าที่จะสามารถที่จะโอนงบประมาณที่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายและไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้ตามงบประมาณฉบับเดิม น่าที่จะโอนเข้ามาเพื่อเป็นการใช้งานในกรณีฉุกเฉินได้อย่างน้อยประมาณ 1 แสนล้านบาท ล่าสุดมีข่าวว่าจะมีการโอนงบประมาณได้เพียงแค่ 5 หมื่นล้านบาท คำถามโดยประชาธิปัตย์ที่อยากที่จะถามก็คือ ทำไมถึงทำได้แค่นั้น แต่ยังไงก็แล้วแต่ ก็ยังมี 5 หมื่นล้านบาท นั้น อยู่ในมือที่สามารถที่จะใช้กับโครงการที่รัฐบาลมองว่าจะเร่งด่วนมากกว่ารายการเดิมในงบประมาณฉบับปัจจุบันนอกเหนือจากนั้น ในงบประมาณปี 69 ณ ปัจจุบัน เพดานเงินกู้ยังมีช่องว่างเหลือให้รัฐบาลสามารถกู้เพิ่มเติมได้ โดยการออกพระราชบัญญัติงบกลางปี ซึ่งช่องว่างนั้นถึงแม้จะไม่มากแต่ก็เป็นหลักกว่าหมื่นล้านบาท สามารถที่จะเอามาบวกกับตัว 5 หมื่นล้าน ที่โอนมาจากรายการอื่น ๆ เป็นเงินหน้าตักให้กับรัฐบาลใช้ในช่วงระหว่างนี้จนถึงวันที่งบประมาณฉบับใหม่ ก็คืองบประมาณฉบับปี 70 มีผลบังคับใช้ ณ วันที่ 1 ตุลาคม ได้
พูดง่าย ๆ ก็คือไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีทางเลือก ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีแหล่งเงินอื่นที่สามารถที่จะใช้ได้ รัฐบาลสามารถที่จะใช้แหล่งเงินตามที่ได้ชี้แจงไว้เมื่อสักครู่ ในการที่จะช่วยเหลือเยียวยาดูแลประชาชนจนกว่ารัฐบาลจะมีงบก้อนใหญ่ คือ งบปี 70 ที่จะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินอีกกว่า 3 ล้านล้านบาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป
นอกเหนือจากนั้น ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็อยากที่จะบอกว่าตลอดช่วงที่ผ่านมาที่มีประเด็นปัญหาเรื่องของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอแนววิธีการในการที่จะเยียวยาดูแลพี่น้องประชาชนอย่างครบถ้วนทุกคน โดยการเสนอให้กระทรวงการคลังลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงลิตรละ 7 บาท ถ้ารัฐบาลได้ดำเนินการตามนี้ อันดับแรกก็คือประชาชนทุกคนได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้น้ำมันโดยตรง หรือประชาชนที่ตอนนี้ต้องแบกรับภาระปัญหาราคาสินค้าสูงขึ้น สืบเนื่องมาจากต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ รวมไปถึงค่าขนส่งของผู้ประกอบการที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงเกินความจำเป็น ซึ่งถ้าทางรัฐบาลได้ดำเนินการตามนี้ ใช้เงินน้อยกว่าการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติมด้วยซ้ำไป ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนไม่เดือดร้อน เทียบเท่ากับที่เดือดร้อนอยู่ ณ ปัจจุบัน
เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องของวินัยทางการคลัง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องของช่องทางอื่นที่จริง ๆ แล้วรัฐบาลมี รวมไปถึงมาตรการอื่นที่น่าที่จะส่งผลต่อการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในแง่ของการลดภาระค่าครองชีพ มากกว่านโยบายที่ หรือโครงการที่รัฐบาลกำลังนำเสนอที่จะผลักดันผ่านตัว พ.ร.ก. กู้เงินใหม่นั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงมีมติเห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เรายอมไม่ได้ เราจะเดินหน้าในการที่จะยื่นให้กับศาลรัฐธรรมนูญได้มีโอกาสได้พิจารณาว่า การปฏิบัติของรัฐบาลตามมติ ครม. ที่มีในวันนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อความอยู่ดีกินดีในปัจจุบันและอนาคตของประชาชน
ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธาน สส. กล่าวเสริมว่า พรรคไม่ได้มีเจตนาที่จะไปขัดขวางการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนของรัฐบาล เพราะเรายังเห็นว่าในรายละเอียดของพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนั้นแม้จะพูดถึงการประคับประคองระบบเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนก็ตามที เช่นเรื่องการจัดหาปัจจัยการผลิตเรื่องปุ๋ย หรือแม้กระทั่งแต่โครงการอื่นก็ตามก็สามารถที่จะใช้แหล่งเงินอื่นอย่างที่นายกรณ์ได้พูดถึงได้อยู่แล้ว
แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ขัดเรื่องของความฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอย่างชัดเจน ก็คือเรื่องของการปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนแน่นอน แต่ใช้เงินนับแสนล้านบาทและต้องไปออกเป็นพระราชกำหนดกู้เงิน เพราะฉะนั้นการขัดเงื่อนไขของการออกพระราชกำหนดของรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัดโดยฝ่ายของพรรคประชาธิปัตย์
การยกร่างหนังสือที่จะยื่นให้กับศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีการดำเนินการแล้ว แต่เนื่องจากการลงลายมือชื่อเพื่อที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญนั้นต้องใช้ถึง 1 ใน 5 ก็คือ 100 คน พรรคเองมี 21 เสียง เราจึงต้องขอเสียงเพิ่มเติมจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น อย่างพรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม ซึ่งจะได้มีการประสานงานกันต่อไป
“อยากจะชี้แจงไว้ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่า เรื่องพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้าน ซึ่งจะเป็นภาระให้กับลูกหลานของเราในอนาคต รัฐบาลต้องทำด้วยความรับผิดชอบ และต้องมีความฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ แต่เรื่องนี้สามารถดำเนินการทางอื่นได้แต่ไม่เลือกทำ ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัด” นายสาทิตย์ กล่าว

