“ยศชนัน” ชูวิทยาศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตั้งเป้าปี 73 เพิ่ม GDP เศรษฐกิจสีเขียว 3% พัฒนากำลังคน 20 ล้านคน

128

ปทุมธานี, วันที่ 27 เม.ย. – ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นวิทยากรร่วมเสวนาในหัวข้อสัมมนา “Net Zero: Beyond the Environment Shaping Lives and Economies: เปลี่ยนวิถีชีวิตพลิกเกมเศรษฐกิจด้วย Net Zero” ภายในงานการประชุมวิชาการประจำปี ครั้งที่ 21 (NAC2026) ภายใต้หัวข้อ “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Sustainable Economy through Science and Technology)” โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.  ดนุพร ปุณณกันต์ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร. ชูกิจ ลิมปิจํานงค์ ผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตลอดจนคณะผู้บริหาร เข้าร่วม ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าโมเดลเศรษฐกิจ BCG ต่อไปโดยไม่ทิ้งรากฐานเดิม แต่จะนำมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อสุขภาวะ (Wellness Economy) ตั้งแต่อากาศสะอาด อาหารปลอดภัย และเครื่องมือแพทย์ การทำธุรกิจคาร์บอนต่ำต้องตรวจสอบลึกถึงห่วงโซ่มูลค่า และนวัตกรรมต้องตอบโจทย์กระบวนการผลิตไปจนถึงระบบโลจิสติกส์ รวมทั้งต้องไม่เอาเปรียบแรงงาน หรือเอารัดเอาเปรียบผู้ใด ที่สำคัญผู้ปฏิบัติงานได้รับค่าตอบแทนที่เท่าเทียม

ทั้งนี้ อว. ได้วางทิศทางเศรษฐกิจไทยผ่าน 2 เครื่องยนต์หลัก เครื่องยนต์แรกคือ การอัปเกรดอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว ทั้งภาคเกษตรผ่านการทำเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุน ส่วนเครื่องยนต์ที่สองคือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Industries) เช่น อุตสาหกรรมอวกาศ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

ส่วนด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เมื่อคาร์บอนกลายเป็นกำแพงภาษีผ่านนโยบายมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวจะสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจทันที การลงทุนเทคโนโลยีสีเขียวคือการป้องกันความเสี่ยง หากไม่สามารถลดผลกระทบให้เป็นศูนย์ได้ ท้ายที่สุดประเทศก็จะไม่อาจอยู่รอดได้ ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นเรื่องที่รอไม่ได้ การพัฒนานวัตกรรมยุคใหม่จึงต้องใช้กลยุทธ์ Backcasting คือการตั้งเป้าหมายของประเทศในปี ค.ศ. 2030 ไว้ก่อน แล้วถอยกลับมาวางแผนเพื่อแก้ปัญหานักวิจัยที่มักเริ่มต้นทำงานจากความถนัดของตนเองเพียงอย่างเดียว

รองนายก และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในประเด็นวางบทบาท อว. และพลังการทูตวิทยาศาสตร์ ต้องกำหนดหมุดหมายสำคัญให้แก่บุคลากรสายวิทยาศาสตร์ ในสภาวะที่ประเทศเผชิญวิกฤต นักวิจัยและวิศวกรต้องทำหน้าที่เป็นคลังสมอง (Think Tank) เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง โดย อว. ได้กำหนดบทบาทองค์กรไว้ 3 มิติ การเป็นผู้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem Builder) การเป็นผู้บูรณาการระบบ (System Integrator) และการเป็นตัวเร่งการขยายผล (Accelerator)

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า นอกจากนี้ อว. ตั้งเป้าผลลัพธ์ภายในปี 2030 ได้แก่ เพิ่ม GDP จากเศรษฐกิจสีเขียว 3% พัฒนากำลังคน 20 ล้านคน ลดความเสี่ยงคาร์บอน 30% และสร้างนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ 5,000 รายการ “ขอให้คำมั่นต่อนักวิจัยว่า ผมพร้อมเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หากมีแรงปะทะหรือผลกระทบใดเกิดขึ้น พร้อมจะเป็นผู้รับความเสี่ยงแทน ขอให้นักวิจัยทุกท่านทำหน้าที่เป็นกองหน้าและเดินหน้าขับเคลื่อนงานได้อย่างเต็มกำลัง”