นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพรบ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส.มีมติเสียงข้างมากให้แก้ไขมาตรา 2 กำหนดให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ 90 วัน ว่าการยืดเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไปก็คงทำให้กรอบระยะเวลาการเลือกตั้งตามโรดแม็ปตามที่นายกฯเคยกล่าวไว้จะมีการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน 2561 เลื่อนออกไปโดยปริยายในฐานะที่เป็นนักการเมืองก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร ไม่ได้รู้สึกจะเป็นจะตาย ถ้าการเลือกตั้งเลื่อนออกไปจากเดิม 90 วัน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหนือความคาดหมาย เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ เป็นเพราะผู้มีอำนาจยังเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ไม่เสร็จเรียบร้อยใช่หรือไม่ พูดง่ายๆว่ายังแต่งตัวพรรคใหม่ไม่เสร็จเลยต้องหาช่องทางทอดระยะเวลาการบังใช้กฎหมายออกไปใช่หรือไม่  การดำเนินการขยายเวลาของการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสืบทอดอำนาจที่ดำเนินการมาเป็นขั้นตอน โดยเฉพาะเมื่อมีความชัดเจนว่าต้องจัดตั้งพรรคใหม่ และดูดนักการเมือง จากพรรคเก่า การเคลื่อนไหวเพื่อบอนไซพรรคเก่า สร้างพรรคใหม่จึงดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

นายองอาจกล่าวต่อว่า การไม่ยกเลิกคำสั่งคสช.ที่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม ถึงแม้จะมีกฎหมายพรรคการเมืองออกมาใช้หลายเดือนแล้ว จากนั้นก็ใช้มาตรา 44 รีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองเก่าออกเงื่อนไขที่ปฏิบัติได้ยากและขัดรัฐธรรมนูญ จนในที่สุดก็มาถึงการขยายเวลาการเลือกตั้งสส.ยืดออกไปอีก 90 วัน  ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพรรคใหม่ยังแต่งตัวไม่เสร็จใช่หรือไม่ จากการเคลื่อนไหวของผู้มีอำนาจเช่นนี้ทำให้น่าเป็นห่วงว่าเมื่อผู้มีอำนาจที่เคยแสดงตัวว่าเป็นกรรมการแล้วเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้เล่นในสนามเสียเอง แถมยังใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงกฎ กติกา ไปตามอำเภอใจ ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าการเข้าสูอำนาจโดยการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่

นายองอาจกล่าวทิ้งท้ายว่าขอฝากผู้มีอำนาจช่วยไตร่ตรองให้ดีว่าการสืบทอดอำนาจโดยใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมอาจนำพาประเทศไปสู่ปัญหาใหม่ได้ในที่สุด