นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และแกนนำพรรคเพื่อไทยโพสต์ข้อความเฟสบุ๊คส่วนตัวกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ  สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  มีมติเสียงข้างมากให้แก้ไขมาตรา 2 กำหนดให้ร่างกฏหมายว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มีผลบังคับใช้ 90 วันนับแต่วันประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นผลให้การจัดการเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนต้องถูกเลื่อนออกไปอีก นายวัฒนากล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ทุกฝ่ายมีความพร้อมที่จะเข้าสู่การเลือกตั้ง ได้แก่ ประชาชน พรรคการเมือง และ กกต. มีเพียงฝ่ายเดียวที่ไม่พร้อมและไม่อยากให้มีการเลือกตั้งคือ คสช. เพราะกลัวแพ้จึงใช้เล่ห์เพทุบายเลื่อนการเลือกตั้ง เช่น ออกคำสั่งที่ 53/2560 ขยายเวลาทำกิจกรรมของพรรคการเมือง เป็นต้น เรื่องนี้จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก สนช. กลุ่มหนึ่งรับคำสั่งจากเผด็จการมาถ่วงเวลาเลือกตั้งเพื่อแลกกับการได้เป็น ส.ว. สรรหาต่อ

นายวัฒนาได้กล่าวต่อว่า เหตุที่จะขยายระยะเวลาอ้างว่าเพื่อให้พรรคการเมืองมีความพร้อม ทั้งที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นฝ่ายห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมเอง การขยายเวลาจะทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ดังนั้น หาก สนช. มีสำนึกว่าการที่เผด็จการแต่งตั้งตนให้มีตำแหน่งนั้นเป็นอำนาจของประชาชนที่ปล้นมาแล้วไม่อยากคืน เงินเดือน ค่าตอบแทน รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่ตนได้รับก็มาจากภาษีของประชาชน สนช. จะต้องเลือกที่จะยืนข้างประชาชนแทนการรับใช้เผด็จการเพื่อแลกกับประโยชน์ส่วนตนอันเป็นการเนรคุณประชาชน

นายวัฒนาได้กล่าวทิ้งท้ายว่า บางคนเรียกว่าอภินิหารทางกฎหมาย แต่ผมกลับเห็นว่าไม่ได้เป็นนวัตกรรมอะไรทั้งสิ้น เป็นข้อเสนอที่อาศัยเพียงความหนาของใบหน้าแต่หากมีความอายหรือมีสำนึกของความเป็นคนจะไม่กล้าทำ เพราะการสนองคุณเผด็จการที่สวนกับความต้องการของประชาชนเท่ากับทรยศต่อประชาชน อีกทั้งระยะเวลาที่ คสช. อยู่ในอำนาจได้ทำความเสียหายให้กับประเทศมากเกินพอแล้ว ผมเอาใจช่วยให้ สนช. ส่วนใหญ่เลือกที่จะยืนข้างประชาชนแทนที่จะอยู่กับรัฐบาล “แหวนแม่นาฬิกาเพื่อน” อย่างไร้ศักดิ์ศรี วัดใจกันครับว่าจะเหลือสำนึกความเป็นคนอยู่แค่ไหน ประชาชนก็รอวัดใจพวกคุณอยู่เหมือนกัน