“พิพัฒน์” คาใจน้ำมันล่องหน! จี้เปิดหมดทุกวงจร ใครโกหกพรุ่งนี้รู้กัน

1526

“พิพัฒน์” คาใจน้ำมันล่องหน ! บอกรอดูคนแก้ผ้ามีใครแอบส่งออกทางเรือหรือไม่ เผย นายกฯเรียกจับเท็จทั้งระบบพรุ่งนี้ แจง ดรามาแม้เป็นเจ้าของปั๊ม แต่คนสถานะ – ขอเห็นใจโรงกลั่นเสี่ยงมากกว่าเหตุคาดการณ์ราคาไม่ได้ เพราะต้องสั่งล่วงหน้า 3 เดือน เชื่อกักตุนไม่ได้ – ไม่มีที่เก็บ ชี้ แฟร์ทูแฟร์ ทุกคนบวกลบคูณหารเป็น พร้อม แอ่นอกรับแทนเด็กปั๊ม หลังถูกโวยไม่มีน้ำมันขาย ลั่น “อยากด่าให้มาด่าผม”

เมื่อเวลา 16.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่สมาพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยออกมาประท้วงเรียกร้อง ว่ามีการนำสต๊อกน้ำมันเก่ามาขายในราคาปัจจุบัน โดยชี้แจงว่า น้ำมันสต๊อกเก่าที่นำมาขายในราคาปัจจุบันนั้น ต้องทำความเข้าใจว่าการสั่งซื้อน้ำมันดิบไม่ใช่การสั่งซื้อวันนี้แล้วได้วันนี้ ต้องมีการสั่งซื้อล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน เพราะฉะนั้น วันที่สั่งซื้อกับการกลั่นในปัจจุบันคือน้ำมันในอดีต ก่อนมีการสู้รบในตะวันออกกลางแน่นอนว่า คือการสั่งซื้อราคาถูกแล้วมาขายในราคาแพง

แต่ขอถามกลับว่า สมมุติว่าวันนี้ราคาน้ำมันดิบ 100 เหรียญ อีก 3 เดือนข้างหน้าตนรับน้ำมันดิบเข้ามาที่คลัง แต่ปรากฏว่าสงครามยุติ ราคาน้ำมันดิบลงไป 60 เหรียญ แต่ ณ วันนั้นตนรับน้ำมันดิบมาที่ราคา 100 เหรียญ ถ้าจะขายใน 100 ก็รับไม่ได้อีกเช่นกัน นี่คือเป็นการพูดถึง แฟร์ทูแฟร์ เพราะเรามีกติกาการค้าขายและการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่เอาแต่ได้ เพราะฉะนั้นจึงขอฝากผู้ประกอบการและประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ว่าวันที่เขารับซื้อราคาถูกมีกำไร ณ วันนี้ แต่เมื่อสงครามยุติถามกลับว่าเขาขาดทุนหรือไม่ เชื่อว่าทุกคนคิดตัวเลขบวกลบคูณหารเป็น เพราะฉะนั้นก็ต้องให้ความยุติธรรมกับโรงกลั่นและผู้ประกอบการเช่นกัน

“เป็นที่รู้กันว่าผมมีสถานีบริการ ผมมีแบนด์ เรื่องการค้าขายน้ำมัน แต่ผมไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นเองเพราะผมไม่มีโรงกลั่นผมซื้อวันนี้ขายวันนี้อัตราเสี่ยงน้อย ไม่เหมือนโรงกลั่นที่ซื้อมาวันนี้อีก 3 เดือนถึงจะได้รับน้ำมันดิบ กลั่นแล้วราคาเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ เพราะฉะนั้นตนเองในฐานะเป็นผู้ค้า กับ โรงกลั่นเราอยู่ คนละสถานะ ความเสี่ยงของโรงกลั่นมีมากกว่า เพราะตน ซื้อมาขายไปวันต่อวัน เพราะฉะนั้นตนไม่สามารถตอบแทนโรงกลั่นได้ทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ตนอธิบายให้ฟัง จึงฝากผู้ประกอบการกับผู้ใช้น้ำมันในปัจจุบันให้เข้าใจว่าไม่มีใครอยากกลั่นแกล้งใคร และโดยเฉพาะอีกส่วนหนึ่งผู้ที่ขับรถเข้าไปที่สถานีบริการ เมื่อพนักงานแจ้งว่าน้ำมันหมดก็มีการไปโวยวาย เชื่อว่าเขาอยากขาย แต่เมื่อน้ำมันหมดจะไปด่าเขา เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะก็ไม่รู้ว่าจะหาน้ำมันที่ไหนมาขาย เพราะฉะนั้นก็ขอให้เห็นใจน้องๆผู้ให้บริการในสถานีบ้าง อย่างไรถ้าด่า ขอให้มาด่าที่ตนดีกว่า ตนพร้อมที่จะรับฟังทุกข้อมูล ทุกคำถาม ทุกคำติและชม“

ส่วนที่ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันบางปั๊ม ระบุ ว่า ถูกตัดโควตาน้ำมันลงไปถึง 50% นั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นี่คือส่วนที่นายกรัฐมนตรีขอเชิญทุกฝ่าย มาร่วมประชุมในวันพรุ่งนี้ที่รัฐสภา จะเป็นการเชิญทุกฝ่ายที่อยู่ในซัพพลายเชนของพลังงาน ตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ประกอบการ ขนส่ง และจ๊อบเบอร์

“เพื่อมาแก้ผ้าดูทีละคนว่าใครเป็นคนกักตุนน้ำมัน ใครที่โกหก พรุ่งนี้จะเอามาเข้าเครื่องจับเท็จทุกคน สิ่งที่โรงกลั่นประกาศว่าน้ำมันคุณมี น้ำมันไม่ช๊อต กระทรวงพลังงานบอกไม่ช๊อต ปตท. บอกไม่ได้ช๊อต และทำไมน้ำมันกลั่นออกมาแล้ว คลังน้ำมันหรือซัพพลายเออร์จึงไม่ได้รับน้ำมันเหมือนปกติ ซ้ำร้ายการขายส่งก็ไม่มีน้ำมันขาย เพราะฉะนั้นใครเท็จ ก็เชื่อว่าพรุ่งนี้พวกเราคงจะได้รู้ ตัวผมเองก็ไม่สบายใจ ผมก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่เวลาไปรับน้ำมัน ตัวผมเองไม่ได้มีปั๊มน้ำมันยี่ห้อเดียว ผมมีทั้ง PT และมียี่ห้ออื่น เพราะเราต้องทำการเปรียบเทียบในแต่ละบริษัท ว่าดูแลซัพพลายเออร์หรือแฟรนไชส์ของตัวเองอย่างไร ดังนั้นก็จะมีปั๊มน้ำมันของแต่ละยี่ห้อในอดีต ผมยกตัวอย่างปั๊ม ก. ผมได้รับน้ำมันอาจจะขายวันละ 10,000 ลิตร หรือ 15,000 ลิตร แต่วันนี้บางยี่ห้อขายให้ปั๊มผมเหลือแค่ 4-5 พันลิตร หลายไปหมื่นลิตร แล้วหายไปไหน ในเมื่อคุณบอกว่าโรงงานกลั่นมีน้ำมันให้ น้ำมันไม่ได้ขาด และน้ำมันมันล่องหนไปไหน แล้วน้ำมันมันล่องหนได้เหรอ เพราะฉะนั้นต้องมีคนโกหกอย่างน้อยหนึ่งคน พรุ่งนี้นายกรัฐมนตรี จึงต้องเชิญทุกหน่วยงานมาหารือ เพื่อที่จะได้รู้ว่าใครพูดจริงใครพูดเท็จ ผมก็อยากรู้ เพราะผมก็โดนพี่ๆ ถามทุกวัน ก็เริ่มตอบไม่ถูกแล้วเหมือนกัน ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร เพราะที่ผมรู้ผมก็ตอบไปหมดแล้ว”

เมื่อถามว่าปัญหาที่เกิดขึ้นระบบการขนส่งมีส่วนหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขนส่งมีส่วนแต่ไม่ใช่ทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญ คือ หน้าคลังน้ำมัน ไม่มีน้ำมันจ่ายแสดงว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น หรือโรงกลั่นโกหกเพราะไม่มีน้ำมันจริง หรือ กระทรวงพลังงานโกหกคุณไม่มีน้ำมันในสต๊อก เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ข้อเท็จจริง กระทรวงพลังงานประกาศเมื่อวานเรายังมีสต๊อก 101 วัน ขณะที่โรงกลั่นก็กลั่นออกมาเต็มกำลัง ดังนั้นเมื่อกลั่นเต็มน้ำมันต้องมีขาย จะไม่มีการขาดเลยแม้แต่วันเดียวจึงเกิดคำถามว่าเมื่อน้ำมันออกจากโรงกลั่นแล้วหายไปไหน มีใครส่งออกน้ำมันทางเรือไปขายหรือไม่ อันนี้ขอตั้งคำถาม ซึ่งตั้งคำถามหลายครั้งแล้ว และได้ถามไปยังกรมธุรกิจพลังงาน ว่าได้งดการส่งออกน้ำมันแล้วหรือยัง อันนี้คือปัจจัยหนึ่งที่ยังไม่สบายใจว่าสุดท้ายคุณได้ห้ามส่งออกทางเรือแล้วหรือยัง

เมื่อถามว่าสหพันธ์การขนส่งทางบก เรียกร้องยุติการจำกัดโควตาไม่เช่นนั้นจากยุติการเดินรถ นายพิพัฒน์ ถามกลับทันทีว่า จำกัดโควตาน้ำมันของใคร แล้วใครเป็นคนจำกัด ยืนยันภาครัฐไม่เคยจำกัดโควต้าการขายน้ำมัน อดีตเคยซื้อน้ำมันอย่างไร วันนี้เมื่อออกจากโรงกลั่น ก็ส่งให้ตามปกติ ก่อนจะย้อนถามว่า หากมีการจำกัดจริง จะเอาแท้งค์ที่ไหนไปจัดเก็บ ในเมื่อน้ำมันถูกกลั่นออกมาทุกวันที่เก็บไม่มีแน่นอนเพราะมันโป่ง ดังนั้นเมื่อมีการกลั่น มีการขายออก ก็ต้องมีคนใช้ ยังไงก็ไม่มีที่เก็บ ดังนั้นคนที่จำกัดโควตาคือใคร คือผู้ค้าใช่หรือไม่ จำกัดจากบริษัทแม่ไปสู่แฟรนไชส์ของตัวเอง จากโรงกลั่นไปสู่คลังน้ำมันในต่างจังหวัดใช่หรือไม่ นี่ คือ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีอยากรู้ในวันพรุ่งนี้ว่าใครซ่อนความจริง

เมื่อถามว่าประธานสมาพันธ์การขนส่งทางบก บอกว่ามีไอ้โม่งคอยปั่นราคา นายพิพัฒน์ ถามว่า ใคร เพราะราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับตลาดกลางเป็นผู้ประกาศ ประเทศไทยไม่สามารถประกาศราคาตลาดโลกได้ คนที่ประกาศคือกำลังรบกันอยู่ ต้องไปถามว่าใครได้ประโยชน์แต่ไม่ใช่ประเทศไทยแน่นอน เพราะ ประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบได้ 70,000 บาร์เรลเท่านั้น

เมื่อถามว่าสงสัยหรือไม่ว่าโรงกลั่นกักน้ำมันไว้ นายพิพัฒน์ ถามว่าโรงกลั่นมีที่เก็บหรือไม่ การออกมาทุกวันเพราะไม่มีที่เก็บมันก็โป่ง เพราะฉะนั้นโรงกลั่นก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะกักเหมือนกัน ฉะนั้นผมเชื่อว่าไม่มีใครที่จะสามารถกักได้ยกเว้นคุณไม่ได้กลั่นเต็มกำลังตามที่คุณประกาศไว้ แต่ก็มีความเสี่ยงหากเก็บน้ำมันดิบไว้ จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำมันดิบในตลาดโลกจะร่วงลงเมื่อไหร่ ใครจะรู้จึงมั่นใจว่าวันนี้ไม่มีใครอยากเสี่ยง การกักตุนที่มองไม่เห็น ไม่มีใครอยากเสี่ยง

เมื่อถามย้ำว่าสรุปตอนนี้มีการนำน้ำมันออกไปขายทางเรือใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป็นการสันนิษฐาน เพราะมีทางออกที่ส่งออกไปขายได้ทางอย่างเดียว ปล่อยให้มีการส่งออกทางเรือ เพราะในประเทศไทยไม่มีที่เก็บแน่นอน