ACSC ผนึกกำลัง 10 ประเทศ ทลายเครือข่ายสแกมโลก! จับมือ FBI–Meta ปิดบัญชีมิจฉาชีพกว่า 1.5 แสนบัญชี สกัดต้นตอแก๊งหลอกลวงข้ามชาติ พบเหยื่อไทยถูกหลอกไปทำงานสแกมเซ็นเตอร์กว่า 300 ราย

วันที่ 12 มีนาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti-Cyber Scam Center : ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผนึกกำลังกับสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) หน่วยปฏิบัติการศูนย์ปราบปรามการหลอกลวงของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา (DOJ Scam Center Strike Force) และบริษัทเทคโนโลยี Meta ร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 10 ประเทศทั่วโลก เปิดปฏิบัติการ “สัปดาห์ปฏิบัติการสกัดกั้นร่วม” (Joint Disruption Week) ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อระบุและรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ที่ดำเนินการเป็นขบวนการข้ามชาติ และมีเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่น ๆ
สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ได้ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา และอินโดนีเซีย เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและความเชี่ยวชาญ เพื่อสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนและการปฏิบัติการเชิงรุกในการปราบปรามเครือข่ายมิจฉาชีพออนไลน์อย่างจริงจัง รวมถึงการต่อยอดความร่วมมือในระยะยาวเพื่อสกัดกั้นขบวนการหลอกลวงตั้งแต่ต้นตอ ทั้งนี้ ยังมีแพลตฟอร์มเทคโนโลยีในภูมิภาคอย่าง LINE เข้าร่วมการหารือในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยีด้วย

จากความร่วมมือและข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายพันธมิตร รวมถึงเจ้าหน้าที่ของ Meta ส่งผลให้สามารถปิดใช้งานบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมได้มากกว่า 150,000 บัญชี นอกจากนี้ ข้อมูลที่ Meta แบ่งปันยังมีส่วนสำคัญช่วยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 21 ราย และจากการขยายผลเพิ่มเติมยังพบว่า หนึ่งในเครือข่ายผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมมีพฤติการณ์หลอกลวงเหยื่อชาวไทยไปทำงานในสแกมเซ็นเตอร์บริเวณชายแดนมากกว่า 300 ราย
ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของปฏิบัติการนำร่องเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถลบบัญชี เพจ และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงรวมกว่า 59,000 รายการออกจากแพลตฟอร์มของ Meta และนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 6 หมาย
รายงานระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เครือข่ายอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์มีพัฒนาการที่ซับซ้อนและขยายตัวเป็นระบบเชิงอุตสาหกรรม โดยกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติได้จัดตั้งเครือข่ายอย่างเป็นระบบ มีการประสานงานคล้ายองค์กรธุรกิจ เพื่อหลอกลวงขโมยเงินออมจากเหยื่อจำนวนมาก บ่อนทำลายความเชื่อมั่นของสังคม และพยายามหลบเลี่ยงการตรวจจับจากเจ้าหน้าที่ การรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าวจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ด้านพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรองผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สตชฐ กล่าวว่าปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ไม่ใช่อาชญากรรมที่ไร้ตัวตนหรือเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นภัยร้ายที่มุ่งเป้ามายังครอบครัว มิตรสหายและเพื่อนบ้านของเราทุกคน เครือข่ายอาชญากรเหล่านี้ปฏิบัติการข้ามพรมแดน และสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อทั้งชุมชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศ การปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ในครั้งนี้ คือบทพิสูจน์ถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และเป็นการส่งสารที่ชัดเจนไปยังกลุ่มมิจฉาชีพถึงความมุ่งมั่นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติและพันธมิตร จะเดินหน้าปราบปรามและกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบอย่างถึงที่สุด เพื่อให้สังคมไทยและภูมิภาคของเราเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับพลเมืองทุกคน

ด้าน คริส ซอนเดอร์บี รองประธานและรองที่ปรึกษากฎหมายของ Meta กล่าวว่าเรามีความยินดีที่ได้เป็นร่วมเป็นพันธมิตรกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ FBI หน่วยปฏิบัติการศูนย์ปราบปรามการหลอกลวงของกระทรวงยุติธรรม สหรัฐอเมริกา และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากทั่วโลกในการต่อสู้กับเครือข่ายหลอกลวงที่ซับซ้อนเหล่านี้ ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแบ่งปันข้อมูลและความเชี่ยวชาญและการประสานความพยายามร่วมกันสามารถสร้างความคืบหน้าอย่างแท้จริงในการสกัดกั้นกิจกรรมอาชญากรรมจากต้นตอ งานของเราในการต่อสู้กับการหลอกลวงบนโลกออนไลน์ยังไม่สิ้นสุด และเราจะเดินหน้าลงทุนทั้งด้านเทคโนโลยีและความร่วมมือ เพื่อสกัดกั้นผู้ไม่หวังดีเหล่านี้ต่อไป

