ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความตึงเครียดด้านพลังงานจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เส้นทางขนส่งน้ำมันสู่ภูมิภาคเอเชียเริ่มถูกกดดันจากเกมอำนาจของมหาอำนาจ หลายประเทศเร่งสำรองพลังงานเพื่อป้องกันความผันผวน แต่สิ่งที่สังคมไทยตั้งคำถามวันนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องสงครามพลังงานโลก หากคือท่าทีและนโยบายของรัฐไทยต่อความมั่นคงด้านพลังงานของตนเอง

เพียงไม่นานมานี้ ผู้มีอำนาจด้านนโยบายยังยืนยันต่อสาธารณะว่า ประเทศไทยมิได้อยู่ในภาวะวิกฤตพลังงาน ปริมาณน้ำมันยังมีเพียงพอ และการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านวันละหลายล้านลิตรไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่แล้วไม่นานหลังจากนั้น ก็มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแบบเร่งด่วน เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันและก๊าซออกนอกราชอาณาจักร
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันที หากสถานการณ์ยังไม่วิกฤต เหตุใดจึงต้องออกมาตรการระดับนี้อย่างเร่งรีบ แต่หากสถานการณ์เริ่มน่ากังวลจริง เหตุใดมาตรการดังกล่าวจึงยังคงยกเว้นการส่งออกไปยังบางประเทศเพื่อนบ้าน
นี่คือจุดที่ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองเห็นภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนยิ่งกว่าที่เคยคิด ประเทศไทยไม่ได้เพียงส่งน้ำมันออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น หากแต่ยังซื้อไฟฟ้ากลับเข้ามาใช้ในประเทศ จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานหมุนเวียนในประเทศเหล่านั้น และเมื่อพิจารณาโครงสร้างการลงทุน ก็พบว่าหลายโครงการมีกลุ่มทุนไทยขนาดใหญ่เข้าไปถือหุ้นและพัฒนาโครงการ ชื่อของบริษัทก่อสร้างและพลังงานขนาดใหญ่ของไทยหลายแห่งปรากฏอยู่ในโครงการเหล่านี้ ตั้งแต่กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานรายใหญ่ ไปจนถึงกลุ่มพลังงานเอกชนที่มีบทบาทสำคัญในระบบไฟฟ้าของประเทศ
ล่าสุด ยังมีข้อมูลปรากฏว่า บริษัทไทยบางแห่งที่เข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านนั้น มีผู้บริหารหรือผู้เกี่ยวข้องที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองกับบุคคลสำคัญในรัฐบาล ภาพทั้งหมดนี้ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยผลิตไฟฟ้าได้เกินความต้องการอยู่แล้ว แต่กลับยังมีการทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจำนวนมากจากต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยส่งน้ำมันออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าที่ขายไฟกลับเข้ามาให้ไทย
จึงเกิดวงจรที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือ ส่งพลังงานออก → ผลิตไฟฟ้าในต่างแดน → ซื้อไฟกลับเข้าประเทศ คำถามที่ตามมาคือ โครงสร้างเช่นนี้เกิดขึ้นเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ หรือเพื่อความมั่นคงของผลตอบแทนในบางกลุ่มธุรกิจ
ในทางเศรษฐศาสตร์พลังงาน หลักการสำคัญของรัฐคือรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประชาชนก่อน ทั้งในด้านปริมาณสำรองและราคาที่เหมาะสม แต่เมื่อประชาชนเริ่มรู้สึกว่าต้องแบกรับค่าน้ำมันที่สูงขึ้น และค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โครงการพลังงานจำนวนมากยังคงเดินหน้าด้วยผลตอบแทนมหาศาล
คำถามเชิงศีลธรรมทางนโยบายจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ พลังงานของชาติควรเป็นทรัพยากรเพื่อความมั่นคงของประเทศ หรือกลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจของเครือข่ายทุนการเมือง แน่นอนว่า การลงทุนพลังงานข้ามพรมแดนไม่ใช่เรื่องผิด หากบริหารอย่างโปร่งใสและเกิดประโยชน์ต่อประชาชน
แต่เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับผลประโยชน์ธุรกิจเริ่มทับซ้อนกัน ความโปร่งใสจึงกลายเป็นสิ่งที่สังคมเรียกร้อง เพราะในท้ายที่สุดแล้ว คนที่จ่ายค่าน้ำมันแพง คนที่จ่ายค่าไฟแพง ก็คือประชาชนไทยทั้งประเทศ และคำถามที่ยังคงค้างอยู่ในอากาศก็คือ ประเทศไทยกำลังบริหารพลังงานเพื่ออนาคตของชาติ หรือเพื่ออนาคตของใครบางกลุ่มกันแน่ สังคมอาจไม่ได้ต้องการคำอธิบายที่ซับซ้อนมากนัก เพียงต้องการคำตอบที่ตรงไปตรงมา โปร่งใส และยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนจริง ๆ เพราะเรื่องพลังงานไม่ใช่เรื่องของการเมืองเท่านั้น แต่มันคือค่าครองชีพของทั้งประเทศ


