หน้าแรกกระบวนการยุติธรรม“รองฯโจ๊ก” ฟ้องวืดอีกคดี.!! หลังศาลคดีทุจริตฯ พิพากษายกฟ้อง “ผบ.ตร.” ชี้ใช้อำนาจโดยชอบ-หมิ่นประมาทขาดอายุความ- ไม่ได้กลั่นแกล้ง

“รองฯโจ๊ก” ฟ้องวืดอีกคดี.!! หลังศาลคดีทุจริตฯ พิพากษายกฟ้อง “ผบ.ตร.” ชี้ใช้อำนาจโดยชอบ-หมิ่นประมาทขาดอายุความ- ไม่ได้กลั่นแกล้ง

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษายกฟ้อง ”ผบ.ต่าย“ ในคดีที่ ”รองฯโจ๊ก“ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบและหมิ่นประมาท ระบุการออกคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนเป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง ขณะข้อหาหมิ่นประมาทศาลชี้ฟ้องเกินกำหนดเวลา สิทธิฟ้องระงับ

วันที่ 28 เมษายน 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อท 211/2568 และคดีหมายเลขแดง อท 34/2569 ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นโจทก์ ฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ เป็นจำเลย ในข้อหาความผิดต่อหน้าที่ราชการ มาตรา 157 หมิ่นประมาท และผิดกฎหมาย ป.ป.ช. โดยศาลมีคำสั่ง ยกฟ้องทั้งหมด

คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยในฐานะ ผบ.ตร. ลงนามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 241/2568 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และมีข้อความพาดพิงว่าโจทก์ถูกกล่าวหาในคดีอาญา ทำให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล

อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นไปตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 129 วรรคสอง ซึ่งให้อำนาจผู้บังคับบัญชาดำเนินการสอบสวนทางวินัยกับอดีตข้าราชการตำรวจได้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ศาลระบุชัดว่า การกระทำของจำเลยเป็น การปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย และพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต หรือมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ตามที่กล่าวอ้าง

ส่วนข้อหาหมิ่นประมาทนั้น ศาลวินิจฉัยว่าเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องฟ้องภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องความผิด แต่โจทก์ยื่นคำร้องเพิ่มเติมเกินกำหนด จึงถือว่า คดีขาดอายุความ สิทธิในการนำคดีมาฟ้องระงับไปแล้ว

คำพิพากษาครั้งนี้ถูกจับตาอย่างมากในแวดวงตำรวจ เพราะถือเป็นคดีสำคัญที่เกี่ยวพันกับความขัดแย้งระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และยังเป็นการตอกย้ำว่า การใช้อำนาจทางวินัยของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หากเป็นไปตามกรอบกฎหมาย ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกระบวนการยุติธรรม

คดีนี้จึงนับเป็นชัยชนะทางกฎหมายเต็มรูปแบบของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ หลังศาลยกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง ไม่ต้องเข้าสู่การไต่สวนเต็มคดี สะท้อนน้ำหนักคำพิพากษาที่ชัดเจนและรุนแรงต่อข้อกล่าวหาของฝ่ายโจทก์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับรายละเอียดของ คำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อท 211/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 34/2569

1.ข้อมูลคดีโดยสังเขป

คดีนี้เป็นคดีที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล เป็นโจทก์ ฟ้อง พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ จำเลย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หมิ่นประมาท และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ในชั้นตรวจฟ้อง องค์คณะประกอบด้วยนายไพโรจน์ ธนกิจโกเศรษฐ์ และนางจิราภรณ์ ชูขวัญ ผลคำพิพากษาคือ “ยกฟ้อง”

2.สรุปข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 106/2567 ให้โจทก์และพลตำรวจเอกต่อศักดิ์ สุขวิมล ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี และมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 108/2567 ให้จำเลยรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต่อมาจำเลยออกคำสั่ง ตร. ที่ 177/2567 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ และคำสั่ง ตร. ที่ 178/2567 ให้โจทก์ออกจากราชการไว้ก่อน ภายหลังจำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2567 ตามคำสั่ง ตร. ที่ 159/2568

ประเด็นที่เป็นมูลคดีสำคัญคือ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 จำเลยในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ลงนามออกคำสั่ง ตร. ที่ 241/2568 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงโจทก์ โดยคำสั่งดังกล่าวระบุข้อความว่า “เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีอาญากับพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล กับพวก…” และมีการเผยแพร่คำสั่งดังกล่าวให้ข้าราชการตำรวจทราบ

โจทก์อ้างว่าข้อความดังกล่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะในความเป็นจริงโจทก์ยังไม่เคยถูกกล่าวหาหรือตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทและเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,326  และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 

3.ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลวินิจฉัย

ประเด็นความผิดตามมาตรา 157 และมาตรา 172 พ.ร.บ. ปปช.

ศาลพิเคราะห์ว่าการที่จำเลยออกคำสั่ง ตร. ที่ 241/2568 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงโจทก์ เป็นการอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 129 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยมีอำนาจดำเนินการสอบสวนข้าราชการตำรวจที่ออกจากราชการไปแล้วได้ภายในเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ศาลเห็นว่าการที่จำเลยกล่าวอ้างไว้ในคำสั่งว่า “มีกรณีโจทก์ถูกกล่าวหาหรือสงสัยว่ากระทำผิดวินัย” จึงเป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 129 วรรคสอง เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ แม้ว่าโจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยมีมูลเหตุจูงใจในการกระทำต่อโจทก์เนื่องจากเรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ศาลเห็นว่ามูลเหตุดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุคดีนี้และเป็นข้อสันนิษฐานของโจทก์เอง ไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในคดีนี้ เมื่อจำเลยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้ว ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องกลั่นแกล้งโจทก์ตามคำกล่าวอ้างอีก กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยออกคำสั่งดังกล่าวโดยเจตนาทุจริตหรือมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 

ประเด็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

ศาลวินิจฉัยว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายใน 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 จึงเกินกว่า 3 เดือน นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 อันเป็นวันที่โจทก์กล่าวอ้างว่ารู้เรื่องความผิด ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวจึงขาดอายุความ สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง

4.วิเคราะห์คำพิพากษา

คำพิพากษานี้เป็นคุณแก่จำเลยอย่างยิ่ง โดยมีเหตุผลและน้ำหนักทางกฎหมายที่ควรพิจารณาดังนี้

ประการแรก ศาลพิพากษายกฟ้องในชั้นตรวจฟ้องตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นการยกฟ้องตั้งแต่ขั้นต้นโดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเต็มรูปแบบ การยกฟ้องในชั้นนี้ถือว่าเป็นผลที่ดีที่สุดสำหรับจำเลยในเชิงการดำเนินคดีและในเชิงชื่อเสียง

ประการที่สอง เหตุผลในการยกฟ้องของศาลครอบคลุมทั้งสองฐานความผิด โดยในส่วนความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ศาลวินิจฉัยถึง “เนื้อหา” ของการกระทำว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยชอบและไม่มีเจตนาพิเศษ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยในประเด็นสาระสำคัญที่หนักแน่น ส่วนในความผิดฐานหมิ่นประมาท ศาลวินิจฉัยในประเด็นทางเทคนิคเรื่องอายุความ ทั้งสองเหตุผลเสริมรับกันและทำให้คำพิพากษามีเสถียรภาพในเชิงตุลาการสูง

ประการที่สาม การที่ศาลวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าการออกคำสั่ง ตร. ที่  241/2568เป็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรา 129 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ถือเป็นการรับรองความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของจำเลยในเชิงปกครองและวินัยด้วย ซึ่งอาจส่งผลดีต่อคดีหรือกระบวนการอื่นที่อาจมีหรือเกิดขึ้นในอนาคต

ประการที่สี่ ศาลปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์เรื่องมูลเหตุจูงใจในการกลั่นแกล้งอย่างชัดเจน โดยให้เหตุผลว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มของพลตำรวจเอกต่อศักดิ์กับกลุ่มของโจทก์เป็นเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ และเมื่อจำเลยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้ว ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องกลั่นแกล้งโจทก์อีก เหตุผลเช่นนี้ตัดข้ออ้างเรื่องเจตนาพิเศษของโจทก์อย่างเด็ดขาด

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img