“รมว.ต่างประเทศ”เรียกอุปทูตสหรัฐฯ ชี้แจงปมระงับวีซ่าถาวร 75 ประเทศรวมไทย​ กังวลเหมารวม-ส่งสัญญาณผิดความสัมพันธ์

72

กระทรวงการต่างประเทศ-15 มกราคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสหรัฐฯ ประกาศระงับกระบวนการออกวีซ่าถาวร (immigrant visas) จาก 75 ประเทศ รวมถึงไทย ว่า ช่วงเช้าของวันนี้ได้เชิญอุปทูตของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเข้าหารือ เพื่อขอความชัดเจน เนื่องจากเป็นประกาศที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและไทยไม่ได้คาดการณ์มาก่อน

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการเชิญอุปทูตมาหารือ เพื่อสอบถามถึงที่มา เหตุผล และความหมายของมาตรการดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าการระงับดังกล่าวมีขอบเขตและระยะเวลาอย่างไร โดยอุปทูตสหรัฐฯ ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วน และอยู่ระหว่างประสานงานขอข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม อุปทูตได้อธิบายเบื้องต้นว่า การระงับดังกล่าว จำกัดเฉพาะวีซ่าถาวร (Immigrant Visas) ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีเป้าหมายพำนักระยะยาว ทำงานถาวร หรืออาจมุ่งขอสัญชาติอเมริกันในอนาคต ไม่ได้ครอบคลุมวีซ่าชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ หรือ นักศึกษาแต่อย่างใด

นายสีหศักดิ์ ระบุด้วยว่า มาตรการนี้ ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกถาวร แต่เป็นการ “ระงับการพิจารณาไว้ชั่วคราว” เพื่อให้ฝ่ายสหรัฐทบทวนกระบวนการและสถานการณ์ในภาพรวม โดยเหตุผลที่สหรัฐอ้างคือ ภาระงบประมาณในการดูแลผู้อพยพ ซึ่งบางส่วนต้องพึ่งพาระบบสวัสดิการของรัฐ และอาจกระทบต่อสวัสดิการของประชาชนอเมริกัน สอดคล้องกับนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของฝ่ายบริหารสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม นายสีหศักดิ์ แสดงความกังวลและไม่สบายใจต่อแนวทางดังกล่าว โดยมองว่า การเหมารวมประเทศถึง 75 ประเทศไว้ในกลุ่มเดียวกัน ไม่สะท้อนความเป็นจริง และไม่เป็นธรรมต่อประเทศไทย พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมสหรัฐไม่พิจารณาเป็นรายประเทศ เนื่องจากบริบทและสถานการณ์ของแต่ละประเทศแตกต่างกัน

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หากพิจารณาข้อเท็จจริง จะเห็นว่าจำนวนคนไทยที่พำนักในสหรัฐอย่างผิดกฎหมายมีไม่มาก เมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาคเดียวกัน อีกทั้งคนไทยจำนวนมากในสหรัฐประกอบอาชีพสุจริต เป็นแรงงานวิชาชีพ เช่น แพทย์ พยาบาล รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของสหรัฐ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการดังกล่าวอาจส่งสัญญาณเชิงลบต่อความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐ ในช่วงเวลาที่ทั้งสองประเทศเพิ่งยืนยันเดินหน้าความร่วมมือร่วมกัน หลังผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเพิ่งเดินทางเยือนไทยไม่นาน และย้ำว่าไทยเป็นพันธมิตรสำคัญและยาวนานที่สุดของสหรัฐในภูมิภาค

นายสีหศักดิ์ ยังยกตัวอย่างการลงทุนของบริษัทไทยในสหรัฐ อาทิ บ้านปู ไทยซัมมิท ไทยยูเนี่ยน และกลุ่มซีพี ซึ่งสร้างการจ้างงานให้ชาวอเมริกันนับหมื่นตำแหน่ง รวมถึงแผนการลงทุนเพิ่มเติมภายใต้กรอบความตกลงทางเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างการเจรจา พร้อมตั้งคำถามว่า มาตรการดังกล่าวจะคุ้มค่าหรือไม่ หากสร้างความรู้สึกเชิงลบต่อคนไทยและสวนทางกับทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กำลังเดินหน้า

ท้ายที่สุด นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การเชิญอุปทูตมาหารือในครั้งนี้ เนื่องจากตระหนักว่าประเด็นดังกล่าวอยู่ในความสนใจและกระทบความรู้สึกของคนไทย รวมถึงศักดิ์ศรีของประเทศ พร้อมย้ำว่ากระทรวงการต่างประเทศจะติดตามคำชี้แจงเพิ่มเติมจากฝ่ายสหรัฐอย่างใกล้ชิด และจะแจ้งความคืบหน้าให้สื่อมวลชนและประชาชนทราบต่อไป