121 วัน…“สั่งวันนี้ เสร็จเมื่อวาน” หรือ “ปัญหาวันนี้…ปล่อยไว้พรุ่งนี้” การเมืองอาจต้องใช้เวลา แต่ ความเดือดร้อนของประชาชนไม่เคยรอเวลา รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล บริหารประเทศครบ 121 วัน นับจากวันที่ 6 เมษายน 2569 วันที่คณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ

121 วัน อาจเร็วเกินไปที่จะตัดสินความสำเร็จของรัฐบาลทั้งชุดแต่ก็เพียงพอที่จะประเมินได้ว่า ทิศทางการบริหารประเทศกำลังเดินไปในทิศทางใด สิ่งที่ประชาชนมองเห็นทุกวัน ไม่ใช่แผนยุทธศาสตร์บนกระดาษ ไม่ใช่ตัวเลขสวยหรูบนจอพรีเซนเทชัน แต่คือภาพข่าวที่เปิดมาในแต่ละเช้า และแทบทุกวัน…ภาพข่าวเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยวิกฤติที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด คดีฮั้ว ส.ว. คดีที่ดินเขากระโดง คดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ
คดีอาคาร สตง.ถล่ม ปัญหากองทุนประกันสังคม เหตุความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่ยังเกิดขึ้นแทบรายวัน ข้อครหาการทุจริตสอบบรรจุเข้ารับราชการ
ยาเสพติดที่ยังทะลักเข้าสู่ประเทศและแพร่กระจายไปทุกภูมิภาค รวมถึงอาชญากรรมที่ประชาชนรู้สึกว่าเกิดขึ้นถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และซับซ้อนขึ้นทุกวัน
ยังไม่นับรวมเศรษฐกิจที่ซบเซา กำลังซื้อที่อ่อนแรง ธุรกิจจำนวนมากยังดิ้นรนเอาตัวรอด ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก นักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวในหลายพื้นที่ เมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ต พัทยา และสมุย ไม่คึกคักอย่างที่ควรเป็น ขณะที่เวียดนามกำลังกลายเป็นคู่แข่งสำคัญที่ดึงเม็ดเงินและนักท่องเที่ยวออกจากประเทศไทยมากขึ้น ภาพลักษณ์ประเทศก็ถูกกระทบจากข่าวอาชญากรรม ข่าวความไม่ปลอดภัย และข่าวการบริหารที่ถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้ทำให้หลายคนย้อนนึกถึงวาทะที่เคยสร้างความหวังว่า“สั่งวันนี้…เสร็จเมื่อวาน”ประโยคที่เคยสะท้อนภาพของการตัดสินใจที่รวดเร็ว การทำงานเชิงรุก และการบริหารที่ทันสถานการณ์ แต่เมื่อเวลาผ่านมา 121 วันประชาชนกลับเริ่มถามว่า…เหตุใดหลายปัญหาจึงยังคงอยู่บางเรื่องกลับหนักกว่าเดิม และหลายวิกฤติยังไม่เห็นแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน รัฐบาลถูกวิจารณ์ไม่ใช่เพราะทำงานไม่ได้ทุกเรื่อง แต่เพราะภาพที่ประชาชนรับรู้ คือการบริหารแบบ “ตั้งรับมากกว่าเชิงรุก”
เมื่อเกิดปัญหาจึงตั้งคณะกรรมการเมื่อเกิดกระแสจึงออกมาชี้แจงเมื่อเกิดวิกฤติจึงเร่งประชุมแต่สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการบริหารที่สามารถคาดการณ์ ป้องกัน และลดความเสียหายก่อนจะลุกลาม การบริหารประเทศที่ดี ไม่ใช่การวิ่งดับไฟทีละจุด แต่คือการไม่ปล่อยให้ไฟลุกลามตั้งแต่แรก อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน คือ สถานการณ์อาชญากรรม
ในแวดวงอาชญาวิทยาและการบริหารงานตำรวจ ต่างยอมรับว่า อาชญากรรมเป็นหนึ่งในตัวสะท้อนสภาพเศรษฐกิจและคุณภาพการบริหารประเทศ เมื่อเศรษฐกิจดี คนมีงานทำ รายได้เพียงพอ โอกาสเกิดอาชญากรรมหลายประเภทก็มักลดลง แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว คนตกงาน หนี้สินเพิ่มขึ้น กำลังซื้อหดตัว และความเหลื่อมล้ำขยายกว้าง ปัญหาอาชญากรรมก็มักทวีความรุนแรงขึ้นตามไปด้วย แม้เศรษฐกิจจะไม่ใช่ปัจจัยเดียว แต่ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม ทุกวันนี้ตำรวจต้องรับมือกับอาชญากรรมแทบทุกประเภท ตั้งแต่ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมไซเบอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ การลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ไปจนถึงเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้
คำถามคือ…รัฐบาลกำลังแก้ที่ ต้นเหตุ หรือเพียงไล่ตามแก้ ปลายเหตุเพราะต่อให้ตำรวจจับกุมได้มากเพียงใด หากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น การสร้างอาชีพยังไม่เกิด และปัญหาสังคมยังไม่ได้รับการแก้ไข วงจรอาชญากรรมก็มีแนวโน้มจะย้อนกลับมาอีก การปล่อยให้ตำรวจรับภาระอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ใช่คำตอบของประเทศประชาชนอยากเห็นฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ออกมาร่วมบูรณาการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะความปลอดภัยของประชาชน ไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจเพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งรัฐบาล
ขณะเดียวกัน ข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีก็เริ่มดังขึ้นอีกครั้งคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ใครจะหลุด ใครจะได้เก้าอี้”แต่คือ…การปรับครั้งนี้ จะเป็นการปรับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารประเทศหรือเป็นเพียงการจัดสมดุลอำนาจและแบ่งโควตาทางการเมืองเพราะประชาชนไม่ได้เลือกนักการเมืองเพื่อมานั่งแบ่งเค้ก แต่เลือกให้เข้ามาแก้ปัญหาของประเทศ หากจะมองหาภาพบวกของรัฐบาลในช่วง 121 วันที่ผ่านมา หลายคนอาจนึกถึงภาพนายกรัฐมนตรีหยิบเครื่องดนตรีขึ้นบรรเลงในงานต่าง ๆ เป็นภาพแห่งรอยยิ้มและมิตรภาพแต่ในความเป็นจริงประชาชนอยากเห็น“บทเพลงแห่งการแก้ปัญหา” มากกว่าการบรรเลงบนเวที
อยากเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้
อยากเห็นเศรษฐกิจฟื้น อยากเห็นนักท่องเที่ยวกลับมาอยากเห็นอาชญากรรมลดลง
อยากเห็นยาเสพติดถูกตัดวงจร อยากเห็นความสงบกลับคืนสู่จังหวัดชายแดนใต้
และอยากเห็นรัฐบาลเดินนำปัญหา แทนที่จะเดินตามปัญหา121 วัน คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่รัฐบาลควรหยุดทบทวนตัวเอง สิ่งใดทำดี ต้องเร่งต่อยอดสิ่งใดผิดพลาด ต้องกล้ายอมรับและเร่งแก้ไขเพราะความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ได้เกิดจากคำแถลงข่าว หรือคำขวัญที่ไพเราะแต่เกิดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน
สุดท้ายแล้ว วาทะ “สั่งวันนี้…เสร็จเมื่อวาน” จะเป็นเพียงประโยคที่ถูกจดจำในทางการเมืองหรือจะกลายเป็นมาตรฐานการทำงานที่ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรม
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายค้าน ไม่ได้อยู่ที่สื่อมวลชน และไม่ได้อยู่ที่นักวิชาการแต่อยู่ที่รัฐบาลเองว่าจะปล่อยให้ 121 วันแรก ผ่านไปเป็นเพียงตัวเลขบนปฏิทินหรือจะทำให้ 121 วันต่อจากนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการกอบกู้ศรัทธาที่กำลังเลือนหายไปจากความรู้สึกของประชาชน.
“ประชาชนไม่ได้คาดหวังรัฐบาลที่พูดเร็ว แต่คาดหวังรัฐบาลที่แก้ปัญหาได้เร็ว เพราะสุดท้าย…ผลงานเท่านั้น ที่เป็นคำตอบของทุกวาทกรรม”


