“ไอติม” โต้ “ลูกแบด” ข้ออ้างโพยฮั้วจัดทำหลังการเลือก สว. ฟังไม่ขึ้น – แฉ! มีประวัติการโทรของ “ภราดร” ถึง สว. ที่ถูกสั่งฟ้องด้วย – ลั่น! ก.ย. นี้ ฝ่ายค้านเตรียมยื่นซักฟอก ชำแหละฮั้ว สว. ต่อแน่นอน
วันที่ 19 กันยายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวบนเวทีเสวนา “ตามรอยขบวนการโกง สว.67: โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ” ซึ่งจัดโดยสมัชชาสภาเที่ยงธรรม (สทธ.) ภาคีเครือข่ายเพื่อการปฏิรูปสถาบันนิติบัญญัติแห่งชาติ (ภปน.) และกลุ่ม สว. สำรอง ย้ำถึงมติของ กกต. ที่ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว. เพียง 77 คน จากทั้งหมด 229 คนว่า เป็นมติที่ขัดหลักการ และตอบได้ด้วยเพลงช้างที่ “ช้าง ช้าง ช้าง กกต. เห็นช้างรึเปล่า?” พร้อมย้ำถึงช้างที่ กกต. จงใจมองไม่เห็น ทั้งช้างความเป็นขบวนการในการโกง สว. ทั้งการจัดทำโพย การอบรมโดยวิทยากรคนเดียวกันวนไปบรรยายตามโรงแรมจัดทำโพย และการประชุมร่วมกันของผู้ที่ได้รับการเลือกหลังกระบวนการเลือกเสร็จสิ้นที่โรงแรมพูลแมน กรุงเทพฯ และช้างความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย รวมถึงช้างมาตรฐานการวินิจฉัยคำร้องของ กกต. ในลักษณะเดียวกันในอดีต ที่มีหลายคำร้องที่ กกต. ส่งคำร้องไปยังศาลฎีกา
นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการสื่อมวลชนในลักษณะว่า มีการจัดทำโพยย้อนหลังเพื่อสร้างเรื่องให้สอดรับกับผลคะแนนที่ออกมาว่า การพยายามปฏิเสธ โดยอ้างว่า โพยย้อนหลัง สามารถถูกหักล้างได้ จากกรณีที่มี กกต.เดินเก็บโพย ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจน และผู้จัดทำโพยย้อนหลัง จะสามารถจดจำหมายเลขผู้สมัครได้เหมือนกันได้อย่างไร และยังเรียงลำดับได้เหมือนกันด้วย ซึ่งหากไม่มีโพยใบสั่ง เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ รวมถึงผลคะแนนที่ปรากฏของผู้สมัคร สว.ที่ได้สูงสุด 10 อันดับ ซึ่งหากไม่มีใบสั่ง คะแนนจะต้องกระจายตัวในแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน แต่คะแนนที่ปรากฏผู้สมัครกลับมีรูปแบบเหมือนกัน โดยเฉพาะ 6 ลำดับแรกในแต่ละกลุ่ม ดังนั้น จึงสามารถโต้แย้งข้ออ้างนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว
ส่วนที่นายภราดรเคยระบุคำให้การ นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส. ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ที่พุ่งเป้ากรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและมีธงการเมือง รวมถึงขัดแย้งกับคำให้การส่วนอื่นที่เคยให้การว่า การฮั้ว สว. จะเจาะจังหวัดขนาดเล็ก แต่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส. ศรีสะเกษ และนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สส. อุบลราชธานี เป็นจังหวัดขนาดใหญ่นั้น นายพริษฐ์ เห็นว่า ข้อกล่าวหาไม่ได้หมายความว่า กรรมการบริหารพรรคฯ จะไปปฏิบัติการเฉพาะจังหวัดตน แต่กล่าวหาว่า แกนนำพรรคฯ ร่วมกันวางแผน เพื่อยึด สว. ก่อนไปปฏิบัติการในจังหวัดเล็ก
ส่วนกรณีที่นายภราดรระบุคำให้การนายเอกราชจะต้องไปวิเคราะห์ร่วมกับหลักฐานอื่นนั้น นายพริษฐ์ยังสงสัยว่า เมื่อนำไปพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่นแล้ว เหตุใดนายภราดรจึงไม่นำมาสู่ข้อสรุปว่า มีหลายส่วนที่มีแนวโน้มเป็นจริง ทั้งคำให้การครั้งแรกของนายเอกราช และนายอัษฎางค์ ก่อนกลับคำให้การ มีหลายอย่างที่สอดรับกับข้อเท็จจริง ทั้งกรณีนางสาวรัตนา เจ้าหน้าที่พรรคฯ ที่ติดต่อผู้สมัคร สว. หลายครั้ง และช่วยเหลือให้นายอัษฎางค์ได้รับการเลือก หรือแม้แต่เหตุการณ์ที่โรงแรมพูลแมน ที่มีสัญญาณมือถือว่ามี สว. อย่างน้อย 40 คนอยู่ในโรงแรมพูลแมนจริง และใน 40 คน เป็น 10 คนที่ถูก กกต. สั่งฟ้อง ดังนั้น หากจะยึดหลักการการนำคำให้การเอกราชไปวิเคราะห์ร่วมกับหลักฐานอื่น ทำให้การให้การของนายเอกราชมีน้ำหนักขึ้น
นายพริษฐ์ยังย้ำว่า หลักฐานที่โยงถึงพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้มีเพียงคำให้การของนายเอกราช แต่ยังมีหลักฐานการโทรศัพท์ นอกเหนือจากนางสาวรัตนา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พรรค ที่ทำงานกับพรรค หรือผู้มีบารมีของพรรคก่อนการก่อตั้งพรรค ที่มีการติดต่อกับผู้สมัคร สว. หลายครั้ง และ กกต. ก็ไม่สามารถชี้แจงได้ว่า เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. หรือไม่ จึงยิ่งเพิ่มข้อสงสัยถึงการประสานงานการเลือก สว. และนอกจากประวัติการโทรคุยของนางสาวรัตนาแล้ว ยังมีประวัติการโทรของนายภราดร ที่ติดต่อกับ สว. ที่ถูก กกต. สั่งฟ้องด้วย ดังนั้น หาก กกต. ไม่ตอบ นายภราดรสามารถตอบได้หรือไม่ว่า ติดต่อกันเรื่องอะไร หรือประวัติการโทรในปีก่อนหน้านั้น ถี่เท่าปี 2567 ช่วงการเลือก สว. หรือไม่
ส่วนกรณีที่นายภราดรพยายามปกป้องเหตุผลการตั้งคณะอนุกรรรมการไต่สวนชุดที่ 36 ของ กกต. เหมือนการตั้งอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 นั้น นายพริษฐ์ยืนยันว่า เหตุผลต่างกัน เพราะการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 นั้น เพราะเป็นชุดพิเศษที่มีบุคลากรจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ที่มาร่วมงานกับ กกต. ด้วย แต่สำหรับอนุฯ ชุดที่ 36 ไม่ได้มีเหตุผลลักษณะดังกล่าว แต่ กกต. กลับอ้างว่า คดีซับซ้อน หากนำสำนวนไปให้อนุฯ ที่มีพิจารณา จะเป็นการเพิ่มภาระงาน ดังนั้น หาก กกต. ต้องการจะให้ฝ่ายค้านเชื่อ ก็ขอให้ กกต. ส่งหลักฐานภารกิจงานของกรรมการ 7 คนในอนุฯ ชุดที่ 36 มา แต่ กกต. ก็ไม่ได้ส่งมาให้ แต่ฝ่ายค้านก็ไปเสาะหามาจนพบว่า มีกรรมการ 4 คน จาก 7 คน ที่นั่งอยู่ใน 35 อนุฯ อยู่แล้ว ดังนั้น การตั้งอนุฯ ใหม่เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระงานนั้นไม่เป็นความจริง และ 3 คนที่เหลือนั้น ก็เป็นว่าที่อธิบดี DSI และอดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกพ้นจากตำแหน่งทางราชการ และประธานบอร์ดท่าเรือที่ได้รับแต่งตั้งจากรัฐมนตรีคนหนึ่ง
นายพริษฐ์ ยังตั้งข้อสงสัยต่อไทม์ไลน์การตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 ในเดือนกันยายน 2568 ว่า มีประชุมนัดแรกในเดือนพฤศจิกายน 2568 เหตุใดจึงต้องรอถึง 2 เดือนจึงจะมีการทำงานร่วมกัน ซึ่งบังเอิญหรือไม่ว่า ในเดือนตุลาคม 2568 เป็นเดือนที่นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส. ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย และพยานอีก 2 คน กลับคำให้การ และเป็นไปได้หรือไม่ว่า อนุฯ ชุดที่ 36 ตั้งขึ้นมาแล้ว แต่รอให้กระบวนการกลับคำให้การก่อน เพื่อนำมาเป็นเหตุผลในการดำเนินการไม่ให้ไปถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทย
นายพริษฐ์ ยังย้ำว่า แม้มติ กกต. จะเกิดขึ้นไปแล้ว แต่ปัญหานี้จะไม่จบ ทั้ง กกต. ที่ฝ่ายค้านจะจับตา และตรวจสอบอย่างใกล้ชิดว่า สำนวนของ กกต. ที่จะส่งให้ศาลฎีกา จะเป็นสำนวนที่ไม่ได้จงใจทำให้อ่อนหรือไม่ และการฟ้องร้องมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ในมาตรา 69 ด้วย ซึ่งง่ายกว่าความผิดมาตรา 157 และยังเอาผิดถึงอนุกรรมการได้ด้วย ดังนั้น อนุฯ ชุดที่ 36 ก็จะไม่จบเช่นกัน รวมถึงกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา ก็จะไม่จบเช่นเดียวกัน ทั้งในเชิงกฎหมายและเชิงการเมือง
ในเชิงกฎหมาย ผู้ไม่ถูกสั่งฟ้องก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะการไต่สวนในชั้นศาลฎีกา หากปรากฏหลักฐานที่เชื่อมโยง กกต. ก็มีหน้าที่สอบสวนต่อและสั่งฟ้อง ส่วนผู้ที่ไม่ได้ถูกสั่งฟ้องนั้น ภายในเดือนนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านก็จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งฝ่ายค้านก็ระบุชัดเจนว่า เรื่องนี้อยู่ในเนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน แต่ตนก็ได้ยินมาว่า มีความพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เรื่องดังกล่าวอภิปรายได้ ในอดีตมักจะอ้างว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดในรัฐบาล ซึ่งเหตุผลนี้ถูกหักล้างได้ เพราะสามารถอภิปรายรัฐมนตรีหลายคนก่อนเข้ารับตำแหน่งได้ แต่เหตุผลใหม่ที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อ้างไม่สามารถอภิปรายได้ เพราะ กกต. ไม่สั่งฟ้อง รัฐมนตรีจึงไม่มีความผิดนั้น นายศุภชัยจะมองอย่างนั้นก็ได้ แต่ในมุมกลับ เหตุผลที่รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยไม่ผิด ไม่ใช่ทำผิด แต่ มติ กกต. ถือเป็นใบเสร็จ ที่อาจจะมีกลุ่มการเมืองแทรกแซงองค์กรอิสระ และไม่ได้พบเฉพาะมติ กกต. แต่ยังพบในมติ ป.ป.ช. ที่ยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดังนั้น เหตุผลเดียวที่นายกรัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ที่ไม่ต้องไปศาลฎีกา ก็เพราะ กกต. 4 คน ที่มาจาก สว. สีน้ำเงิน จงใจใช้ดุลยพินิจที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ที่มีพระคุณต่อ กกต. ดังนั้น แม้มติ กกต. จะน่าผิดหวัง แต่ตนเชื่อว่า เรื่องนี้ไม่จบแน่

